‘สุทธิ มะหะเลา’ ยกระดับเพาะเลี้ยงปลากะพงเกรดพรีเมียม ขึ้นแท่นส่งออก
กว่าจะประสบความสำเร็จ ในการทำฟาร์มปลากะพงขาว อย่างในปัจจุบัน ไม่มีใครรู้หรอกว่า “สุทธิ มะหะเลา” ต้องเผชิญกับอุปสรรค และการลองผิดลองถูก จนมีหนี้สินท่วมตัว มาก่อน แต่นั่น ก็ทำให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมาย จนเข้าถึงแก่นแท้ของนิสัยปลากะพง และสามารถเพิ่มมูลค่าของปลากะพงไทย จนวันนี้ มีต่างประเทศติดต่อขอสั่งซื้อปลากะพงไทยมาแล้วหลายประเทศ
คิดแค่ “อยากรวย”
สุทธิ มะหะเลา นายกสมาคมผู้เลี้ยงปลาทะเลแห่งประเทศไทย และเจ้าของฟาร์มปลากะพง “บุญสว่างฟาร์ม” บอกเล่าเรื่องราวของเขากับ “บางกอกทูเดย์” ถึงจุดเริ่มต้นในการมาทำฟาร์มปลากะพง อย่างทุกวันนี้ มาจากคำว่า “อยากรวย” เลยก็ว่าได้ “ด้วยเราเป็นลูกของแม่ค้า ประกอบกับบ้านของเขา อยู่ในคลองสาขาที่ติดกับแม่น้ำบางปะกง และตั้งแต่เด็ก ต้องนั่งเรือไปตลาดบางปะกง ก็จะเห็น 2 ฝั่งแม่น้ำ เต็มไปด้วยกระชังปลา และเห็นแบบนี้ มาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต ก็เลยคิดว่า เขาทำอาชีพอะไรกัน เพราะเขารวยกัน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่า อยากรวย พอโตขึ้นก็เลยขับมอเตอร์ไซด์ไปบ้านเพื่อนที่มีกระชังปลาอยู่ เราเลยอาสาไปช่วยเขา จนกระทั่งซึมซับเข้าไปในดีเอ็นเอ โดยที่ไม่รู้ตัว” เรียกง่ายๆ ว่า ตั้งแต่เรียน ม.1 จนจบปริญญาตรี หรือกว่า 11–12 ปี เป็นช่วงที่เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ การเลี้ยงปลากระชังมาตลอด
นายกสมาคมฯ บอกด้วยว่า เขาเคยมีความคิดว่า อยากไปเรียนวิชาการประมง แต่ด้วยต้องช่วยพ่อ และแม่ ที่ทำอาชีพค้าขาย รวมถึงเขาก็มีหน้าที่หลักคือ การขับรถพาแม่ไปซื้อของที่ตลาดสดในจังหวัดชลบุรี “ตอนนั้น ผมลองหัดนั่งรถเมล์เพื่อกะระยะทาง เหมือนดูว่า เราจะสามารถไปเรียนเรื่องของ การประมงตรงไหนได้บ้าง แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้เลย ก็เลยไม่ได้เรียนวิชาประมง อย่างที่ตั้งใจไว้” แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชายคนนี้ท้อถอย ยังคงเดินหน้าหาความรู้ ด้วยการเข้าห้องสมุด หาหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาประมงอ่านอย่างเจาะลึก กระทั่งเรียนจบปริญญาตรี
“หลังจบปริญญาตรี ผมก็มาเปิดร้านขายอาหารปลา อาหารกุ้ง พอเริ่มมีทุน ผมก็ทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา แต่การเลี้ยงกุ้งตอนนั้น เลี้ยงยาก ทำให้ผมหันมาทำฟาร์มปลากะพงอย่างเดียว ซึ่งการเลี้ยงปลากะพง ไม่ได้ยาก แต่จะเหนื่อยมากกว่า เพราะต้องไปซื้อปลาเหยื่อที่เป็นอาหารปลา ตอนตี 2 แล้วมาโม่ เรียกว่า เหนื่อยในขั้นตอนและกระบวนการให้อาหามากกว่า” และนั่นก็กลายเป็นจุดเปลี่ยน ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนการเลี้ยงปลากะพง จากเหยื่อสด เป็นอาหารเม็ด
จุดเริ่มต้นเทคนิคใหม่ เลี้ยงปลากะพง
“แค่คิดทำแบบนี้ ผมเจ๊งไปเกือบล้านบาท เพราะไม่เป็นไปตามที่คิดไว้เลย เนื่องจากปลากะพงไม่ยอมกินอาหารเม็ด ผมเลยหยุดเลี้ยงปลา ไปกว่า 10 ปี แล้วไปหาความรู้เกี่ยวกับนิสัยปลากะพง เพื่อฝึกให้ปลากะพงกินอาหารเม็ดให้ได้ ก่อนนำมาทดลอง จนถึง ปี 2553 เราประสบความสำเร็จ ที่ทำให้ปลากะพงกินอาหารเม็ดได้ในที่สุด และการเลี้ยงปลากะพงด้วยอาหารเม็ด ทำให้เราสามารถนำปลากะพงมาทำเป็นปลาดิบได้ ซึ่งหากเลี้ยงด้วยเหยื่อสด จะทำให้มีเชื้อแบคทีเรีย กลุ่ม อิโคไล และ ซาโมเนลลา อยู่ในกระเพาะของปลา แต่เมื่อหันมาเลี้ยงเป็นอาหารเม็ด ก็จะไม่มีเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว” ส่งผลให้ปลากะพงที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด กลายเป็นเนื้อปลาเกรดพรีเมี่ยม
“สำหรับเทคนิคการเลี้ยงปลากะพง ด้วยอาหารเม็ด ก็ไม่มีอะไรยากเลย แค่ทำให้ปลารู้ว่า อาหารแข็งเป็นอย่างไร และกลิ่นของอาหารเม็ดเป็นอย่างไร นอกจากนี้จะต้องทำให้อาหารเม็ดเหล่านี้ มีขนาดที่พอเหมาะ พอดี กับหลอดอาหารของปลา เพราะเวลาปลากลืนลงคอ ได้ง่ายขึ้น” คุณสุทธิ กล่าว
เรียกว่า เป็นอีกหนึ่งวิธีการเลี้ยงปลากะพง ไม่ให้ป่วย หรือ ต้องกินยาปฏิชีวนะ “นี่เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของ สมาคมผู้เลี้ยงปลาทะเลแห่งประเทศไทย ที่จะต้องนำเอาความรู้ตรงนี้ ไปให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทะเลทุกคน และหากต้องให้ปลากินยา ก็ต้องมีระยะหยุดยา เพื่อให้ยาที่ตกค้างออกจากตัวปลาให้หมด ก่อนที่จะจับไปขาย ขณะเดียวกัน ยาที่นำมาใช้รักษาปลาป่วย ก็ต้องเป็นยา ที่กรมประมงกำหนดเท่านั้น”
สำหรับต้นทุนเพื่อการลงทุนทำฟาร์มปลากะพง คุณสุทธิ อธิบายว่า เขาทำบ่อเลี้ยงปลา 4-5 บ่อ ก็มีต้นทุนราว ๆ 3 แสนบาท “อย่างปล่อยปลาไป 10,000 ตัว ก็จะได้ปลาอย่างน้อย 7-8 ตัน ก็จะได้กำไร กิโลกรัมละประมาณ 20-30 บาท ซึ่งถือว่า มีกำไรเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อน เมื่อเทียบกับการเลี้ยงด้วยเหยื่อสดค่อนข้างมาก และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาด้วย”
ปลากะพงไทยพร้อมส่งออก
ปัจจุบัน ปลากะพงจากฟาร์มของคุณสุทธิ เรียกว่า กำลังเป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศ หลายแห่ง “อย่างล่าสุด ก็มีทางคูเวต ติดต่อเข้ามา แต่เราไม่ได้ส่งเอง เพราะมีห้องเย็นมารับปลาของเราไป ทำเป็นปลาเนื้อขาว ขณะที่ฟาร์ม ก็ได้มีการติดต่อกับทาง จีน ไปก่อนหน้านี้ โดยผ่านกรมประมง”
นอกจากนี้ เจ้าของฟาร์ม “บุญสว่างฟาร์ม” ยังบอกด้วยว่า “วันนี้ เรายังได้ส่งตัวอย่างเนื้อปลากะพง เข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของแบรนด์อาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่กรุงโตเกียว เพื่อนำไปวิเคราะห์ก่อนนำไปเป็นวัตถุดิบในการทำซูชิ สำหรับส่งไปยังร้านอาหารภายใต้แบรนด์ดังกล่าว กว่า 600 สาขาที่ญี่ปุ่น ตรงนี้จะได้หรือ ไม่ ผมไม่รู้ แต่ที่ผมดีใจ ก็คือ เนื้อปลาของผมเหล่านี้ ทางด้านประธาน JICA ได้มาชิมแล้ว บอกกับผมว่า อยากให้นำปลานี้ ไปให้คนญี่ปุ่น ได้ชิมกัน แต่ทั้งนี้ ก็คงต้องรอผลตอบรับจากทางญี่ปุ่น อีกครั้ง” นายกสมาคมผู้เลี้ยงปลาทะเลแห่งประเทศไทย กล่าว
ความคาดหวัง
ในส่วนของความคาดหวัง ทางด้าน เจ้าของฟาร์ม บุญสว่างฟาร์ม ย้ำว่า “ผมไม่ได้คาดหวังสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ กับตัวผมเอง แต่ผมคาดหวังไปถึงผู้เลี้ยงปลากะพงในประเทศไทย สามารถเข้าใจ และยกระดับการเพาะเลี้ยงปลากะพง ให้กลายเป็น เนื้อปลาเกรดพรีเมี่ยม ทั่วประเทศไทย แต่สำหรับส่วนตัว ผมมองว่า ทำแล้วต้องขยาย อย่างผมขายปลาดิบมา 3 เดือน ปลาในฟาร์มไซส์ 2-4 กิโลกรัม ตอนนี้ หมดไปแล้ว 30-40 ตัน ทำให้เราต้องมีการขยายพื้นที่ทำฟาร์ม โดยตอนนี้ ผมมีปลาอยู่ในสต็อกราว 150-200 ตัน ที่จังหวัดจันทบุรี ผมอยากยืนยันว่า หากเราทำสินค้าเกรดพรีเมี่ยม พอถึงเวลา ก็จะมีทางเดินของเขาเอง”
กระนั้นก็ตาม วันนี้ ปลากะพงไทย ไม่ใช่แค่ ปลาที่จะทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลา ได้ค้นพบวิธีการเลี้ยงปลา ที่เป็นเทคนิคใหม่ ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุน และค่าแรง เท่านั้น ทว่า ยังทำให้ “ปลากะพง” กลายเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ที่จะกลายเป็นตัวผลักดัน ให้กลายเป็นสินค้าที่เรียกชื่อเสียง ให้กับประเทศไทยด้วย หากต้องการความรู้ หรือ เคล็ดลับการเลี้ยงปลากะพง ก็สามารถไปติดต่อสอบถามกับ คุณสุทธิ มะหะเลา กันได้ที่ “บุญสว่างฟาร์ม” อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา กันได้เลย





