สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

วิบากกรรมสื่อไทย ไม่ได้จบแค่ช่อง 3

 วิบากกรรมสื่อไทย ไม่ได้จบแค่ช่อง 3

          ข่าว “ช่อง 3 เลิกจ้างพนักงาน 300 คน” เป็นเรื่องน่าตกใจสำหรับคนในองค์กร และแฟนคลับที่ติดตามข่าวช่อง 3 ว่าจะมีผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าว หรือพิธีกร ที่เขารักเขาชอบจะต้องตกงานไปด้วยหรือไม่

          สาเหตุหลักคือยังขาดทุน  ผลประกอบการไม่ดีขึ้น

          ฝ่ายบริหารของช่องแจ้งว่าการปลดพนักงานครั้งนี้มีความจำเป็นเพื่อลดค่าใช้จ่ายโดนตั้งเป้าไว้ที่ 30% เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ไม่ได้เปิดให้พนักงานยื่นลาออกโดยสมัครใจหรือเออลี่รีไทร์  แต่เป็นการประเมินผลงานของแต่ละแผนกทุกตำแหน่งตั้งแต่บรรณาธิการจนถึงพนักงานทั่วไปเกือบ 300 ราย มีผล ณ สิ้นปี2567 โดยมีการจ่ายชดเชยตามกฎหมาย

          การลดจำนวนพนักงานถือเป็นมาตรการลดภาระเพื่อซื้ออนาคต  ยังดีกว่าการปิดสถานีซึ่งหนักกว่านี้ก็เคยปรากฏมาแล้ว ทีวี ดิจิทัล ช่องข่าว SD ปิดไปแล้ว 4 ช่องได้แก่ ไทยทีวี, Spring News, Bright TV และ Voice TV ที่เลิกดิจิทัลไปสู่ออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย  แต่สุดท้าย Voice TV ได้ปิดสถานีแบบถาวรไปเมื่อ 26 พฤษภาคม 2567

         หรือก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายฉบับต้องลดจำนวนหน้า ลดยอดพิมพ์เพื่อลดการขาดทุน  บางฉบับเลิกพิมพ์ปรับเป็นสื่อออนไลน์  และบางฉบับต้องเปลี่ยนมือเพราะไปต่อไม่ไหว

          เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆที่ปรากฏข่าวปิดโรงงาน ลอยแพคนงาน  เลิกจ้าง  ก็ไม่แตกต่างกัน

          สื่อไทยนั้นถือว่าเผชิญวิบากกรรมมายาวนานตั้งแต่ปี 2540 เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ “ต้มยำกุ้ง” ลอยตัวค่าเงินบาท  ประเทศไทยหนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด  สถาบันการเงินถูกสั่งปิดหลาสยสิบแห่ง  บริษัทที่ระดมทุนจากต่างประเทศเจ๊งทันทีเพราะค่าเงินบาทอ่อนตัวจากอัตราคงที่ 25 บาท   คนกู้เงินสถาบันการเงินในประเทศก็เดือดร้อนตามไปด้วย  เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่

           เมื่อผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งเข้ายุคไอที  สื่อไทยเจอ Digital Disruption เทคโนโลยีออนไลน์ที่เข้ามากลืนกินแบบรู้ทั้งรู้  การเกิดเว็บไซต์ยุคดอทคอม  ส่งผลต่ออุตสาหกรรมสื่อไทย  หลายคนไม่เชื่อว่าจะไว  หลายคนไม่รับของใหม่  บางส่วนปรับตัวช้า  บางส่วนรับแต่ไม่รู้เรื่อง  Me too มีไว้กันตกเทรนด์แต่ผู้บริหารไม่เข้าใจ  คิดว่าลงทุนไม่คุ้มค่า  

          จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2557 ยุคทีวี ดิจิทัล คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เปิดประมูล 24 ช่อง หูตาแตกกันทั้งประเทศ  จากเดิม 6 ช่อง แบ่งกันกิน เห็นเป็นขุมทอง เป็นโอกาสจะได้มีสถานีโทรทัศน์ของตนเอง  นึกว่าเป็นเครื่องพิมพ์แบงก์  ฝันจะสร้างรายได้มหาศาล  ปรากฏมีคนหลงผิดร่วมประมูลชิงคลื่นดิจิทัลทุ่มกันเป็นหมื่นล้านบาทแลกกับสัมปทาน 15 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2572  

          ช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ในเวลานั้นต้องการ 3 ช่องทั้ง HD  SD  และช่องเด็ก Family  ทุ่มเงินประมูลไปอักโข  สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก  แบกหนี้มาถึงทุกวันนี้เพราะไม่บูมอย่างที่คิด  ค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งคนและอุปกรณ์  แต่รายได้ไม่เข้า  แข่งขันกันตัดราคาค่าโฆษณา  จากที่หวังจะได้เป็นล้านเป็นแสน  เหลือแค่หลักหมื่น  หรือแถมแล้วแถมอีกเหลือแต่นาทีละหลักพัน  สุดท้านต้องคืนช่องเหลือเพียง HD กับเวลา 5 ปีในอนาคต

          อีกวิบากกรรมของสื่อคือสถานการณ์โควิด-19 ต่อเนื่องยาวนาน 3 ปีกว่าแทบทรุด สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ต้องพูดถึงเรื่องโฆษณา  สื่อทีวีแรกๆนึกว่าคนอยู่บ้านกลับมาดูทีวี  แต่ผลิตใหม่ไม่ได้  โฆษณาไม่มี  ต้องเอาละครเก่ามีรีรันแล้วรีรันอีก  ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคเลิกดูทีวี  ดูจากมือถือ  คนไทยหันติดตามข่าวจาก Social Media เริ่มเติบโต ทั้งFacebook  LINE  TikTok

         ช่วงโควิด-19 มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนไทยมาก  ส่วนหนึ่งทำมาหากินปกติไม่ได้  หันมาค้าขายทางออนไลน์ ไลฟ์สดขายของ  สั่งซื้อสินค้าออนไลน์  ถ่ายTikTok สร้างคอนเทนท์คลายเครียดและสุดท้ายกลายเป็นธุรกิจที่ทุกวันนี้ทั้งค้าขาย  ทั้งเป็นช่องข่าวสารที่รวดเร็วฉับไวมีผู้ติดตามกันมาก

          หลังผ่านโควิดทุนหาย กำไรหด ขนาดยักษ์หัวเขียวยังเคยชวนพนักงานสมัครใจลาออกเพราะขาดทุน  ยอดขายลดลง  จากเดิมคนวิ่งไปหาเพื่อขอลงโฆษณา  ยอดพิมพ์วันหวยออกเคยสูงกว่า 10 ล้านฉบับ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาคเคยยิ่งใหญ่ระบือนาม  แต่พอไปประมูลทำทีวี  เจอโซเชียลมีเดียถ่ายทอดสดวันหวยออก  ยอดพิมพ์ลดฮวบ  โฆษณาหายเกลี้ยง  จำนวนหน้าที่เคยพิมพ์แยกเซคชั่นตอนนี้บางจ๋อย  ส่วนยักษ์รองหัวบานเย็นที่เคยเจ็บตัวจากทีวี ดิจิทัล ต่อมาก็ยังต้องปลดพนักงานออนไลน์ 50%

          อุตสาหกรรมสื่อก็แค่ส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจ  เมื่อเศรษฐกิจยังถดถอย  ยังไม่ฟื้น  โรงงานยังเลิกจ้างปลดพนักงานไม่หยุด  แม้การเมืองที่คิดว่านิ่ง มีการเลือกตั้งกันแล้ว  ทหารกลับเข้ากรมกองแล้ว(จริงหรือเปล่า)  แต่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่เข้มแข็งพอ  คนนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรียังเป็นแค่ละอ่อนการเมือง ไร้ประสบการณ์  ไร้บารมี ไร้ฝีมือการบริหารจัดการ ความเชื่อมั่นความศรัทธาจึงยังไม่บังเกิด

          เมื่อภาคธุรกิจเอกชนยังประหยัด รัดเข็มขัด ไม่ลงโฆษณาทำเอารายได้สื่อหดหาย   บริษัทที่มีทุนหลายแห่งเลือกที่จะทำโฆษณาเอง  ผลิตเนื้อหาเองเพื่อตอบสนองความต้องการตนเอง  โดยไม่ต้องง้อสื่อหลักทั่วไปที่มีอยู่

          เดี๋ยวนี้สื่ออิสระมากมาย  หลายสื่อที่ยังอยู่แต่จ่ายเงินเดือนพนักงานน้อยมาก  หรือไม่จ่ายแต่ปล่อยให้หากินเอาเอง  อยู่ได้ก็อยู่  อยู่ไม่ได้ก็ไป  นักข่าวหลายคนไปเปิดเว็บไซต์ เปิดเพจของตนเอง  บางงานสื่อแห่ไปเป็นร้อยคน  แต่ส่วนใหญ่ไม่คุ้นชื่อไม่คุ้นหู

          สื่อดั้งเดิมมีปัญหาการนำเสนอ  บางช่องต้องการสร้างเรตติ้งโดยจ้างดารามาเล่าข่าว  เป่ากระแส  ทำข่าวแบบประหยัดไม่ส่งนักข่าวลงพื้นที่  แต่ไปเที่ยวดึงเอาคลิปของชาวบ้านที่ลงโซเชียลมาเสนอต่อ  หรือเอาข่าวไร้สาระมาขยายความเป็นชั่วโมงแบบฆ่าเวลาให้จบไปวันๆจนคนที่ต้องการสาระเลิกดู  บางช่องเน้นแข่งความเร็วมากกว่าคุณภาพ เสนอข่าวโดยไม่กรองไม่ตรวจสอบ  จนต้องออกมา “ขอโทษ”บุคคลที่ถูกพาดพิงสะท้อนความหยาบในการทำงานของบรรณาธิการข่าว 

          สื่อยุคประหยัดแบกหนี้ไว้เยอะ ไร้จุดยืน  ไร้เป้าหมายการทำงานว่าเสนอข่าวเพื่ออะไร  จากเดิมเคยแข่งกันสร้างสรรค์สังคม  ชี้นำสังคมไปให้ถูกทาง  แสวงหาข้อเท็จจริง ไม่สร้างความขัดแย้งในสังคม   แต่ปัจจุบันแช่งกันสร้างความงมงาย   บางรายการเน้นหาเงินเป็นหลักไม่สนใจเรื่องความถูกผิดหรือจะมอมเมาผู้ชมอย่างไร  ขนบรรดา “บอส”ทั้งหลายมาออกรายการ  อวยกันเข้าไปทั้งๆที่รู้หรือไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของธุรกิจ

          สื่อเก่าซึ่งไม่ว่าจะเป็นทีวี หนังสือพิมพ์ หรือสื่อออนไลน์หากไม่พัฒนาศักยภาพบุคลากร  ไม่พัฒนาคุณภาพของเนื้อหา  เท่ากับรอวันตาย  สื่อใหม่จะเข้ามาแทนที่  เพราะผู้บริโภคยุคนี้เข้าถึงข้อมูลง่าย ทุกคนมีมือถือ ศักดิสิทธิ์ยิ่งกว่ารีโมทเปลี่ยนช่อง  พร้อมที่จะเลือกหรือไม่เลือกใคร

          ช่อง 3 จึงไม่ใช่สถานีสุดท้ายที่จะลด ปลด หรือเลิกการทำสื่อ 

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ