สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ปัจจุบันเทรนด์ฟิลเลอร์ปากเป็นอย่างไร? ทำไมทุกคนถึงต้องเลือกฉีดฟิลเลอร์ปาก

 ปัจจุบันเทรนด์ฟิลเลอร์ปากเป็นอย่างไร?  ทำไมทุกคนถึงต้องเลือกฉีดฟิลเลอร์ปาก

ช่วงนี้ใครเปิดฟีดก็เห็นแต่สาว ๆ ปากอวบอิ่มสวย แถมอมชมพูดูเป็นธรรมชาติไปหมด ใช่ค่ะ “ฟิลเลอร์ปาก” คือเบื้องหลังของความละมุนที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ตอนนี้เทรนด์มันพัฒนาไปไกลกว่าที่คิดเยอะมาก ไม่ใช่ยุคที่ต้องปากอวบแน่นเหมือนเดิมอีกแล้ว!

 

วันนี้เรามาอัปเดตกันหน่อยดีกว่าว่า ทำไมฟิลเลอร์ปากถึงเป็นตัวเลือกยอดฮิตของคนยุคนี้ รวมถึงเรื่องที่หลายคนสงสัย ฉีดแล้วจะเจ็บไหม อยู่ได้นานแค่ไหน ต้องดูแลยังไงไม่ให้เป็นก้อน หรือปากเบี้ยวไม่เท่ากัน

ฟิลเลอร์ปาก คืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยมสุด ๆ

 

ฟิลเลอร์ปากคือการฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “HA” เข้าไปที่ริมฝีปาก เพื่อเพิ่มความอิ่มฟู ชุ่มชื้น และปรับทรงให้ได้รูปมากขึ้น

 

จริง ๆ แล้วสาร HA เป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทำให้ฟิลเลอร์ปากมีความปลอดภัยสูง สามารถสลายได้เองตามเวลาโดยไม่ต้องผ่าตัด

 

พูดง่าย ๆ คือ มันไม่ใช่การเปลี่ยนหน้า แต่เป็นการ “แต่งเติมรูปริมฝีปากให้ดูดีขึ้น” ในแบบที่ยังเป็นตัวเราอยู่

 

ทำไมฉีดฟิลเลอร์ปาก ถึงฮิตขนาดนี้?

  1. ดูละมุนสวยแบบธรรมชาติ ไม่โป๊ะเหมือนยุคก่อน

ฟิลเลอร์ยุคนี้เนื้อจะบางเบา เรียบเนียน ไม่เป็นก้อน และเข้ากับรูปปากของแต่ละคนได้ดีขึ้นมาก

 

  1. ฉีดเสร็จ เห็นผลได้เลย ไม่ต้องพักฟื้น

ใช้เวลาแค่ 30 นาที ก็ออกจากคลินิกได้เลย วันรุ่งขึ้นแต่งหน้าทาลิปสติกได้ตามปกติ

 

  1. ปรับทรงได้ตามเทรนด์

จะสายเกาแบบปากเล็กน่ารัก หรือสายฝ.แบบอวบละมุน ที่กำลังอินสุด ๆ  หมอจะออกแบบให้เข้ากับสัดส่วนใบหน้าโดยรวม ไม่ใช่ฉีดให้เหมือนกันทุกคนขนาดนั้น

 

  1. ช่วยแก้ปัญหาริมฝีปากแห้ง แตก หรือไม่เท่ากัน

ฟิลเลอร์ไม่ใช่แค่เพิ่มวอลลุ่มให้ปากอวบอิ่มเพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ปากจากที่เคยแตกเป็นร่องไม่เรียบเนียนกลับมาดูสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

 

ฉีดฟิลเลอร์ปากมีกี่แบบ? เลือกยังไงให้เหมาะกับเรา

 

ปัจจุบันฟิลเลอร์ปากมีหลายยี่ห้อและหลายสูตรมาก ซึ่งแต่ละแบบจะให้ฟีลที่ต่างกันไป หมอจะเลือกให้เหมาะกับรูปปากและผลลัพธ์ที่คนไข้ต้องการ เช่น

 

ทรงปากสายเกา 

เป็นทรงปากที่เน้นความอวบอิ่มแบบธรรมชาติ  ยี่ห้อฟิลเลอร์ปาก ที่นิยมใช้กันบ่อย ได้แก่ Juvederm Volbella ที่มีฟิลเลอร์เนื้อบาง ละมุน เหมาะกับคนที่อยากได้ฟีลปากนุ่ม ๆ ดูไม่โป๊ะ 

 

เหมาะกับ : คนที่อยากได้ลุคละมุน ดูใส ๆ เหมือนนางเอกซีรีส์เกาหลี ปากจะดูชุ่มน้ำเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องแต่งเยอะก็สวยละมุน แถมยังขยับยิ้ม พูด หรือหัวเราะได้อย่างเป็นธรรมชาติสุด ๆ

ทรงปากสายฝอ 

เป็นทรงฟิลเลอร์ปากอวบละมุน ส่วนมากฟิลเลอร์กลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มความอวบฟู และยี่ห้อยอดนิยมในคลินิกตอนนี้ก็มี Restylane Kysse, Belotero Lips Shape เพราะเนื้อฟิลเลอร์ช่วยเพิ่มวอลลุ่มแบบมีมิติ และยังดูนุ่มอวบอิ่มน้ำ ทำออกมาแล้วน่าจุ๊บ ได้ฟีลสายฝอ สายอินเตอร์เป็นที่สุด

 

กลุ่มปรับแก้รูปทรงปาก

ใช้สำหรับเคสที่ริมฝีปากไม่เท่ากัน หรือมุมตก ต้องการยกทรงให้บาลานซ์มากขึ้น
ฟิลเลอร์กลุ่มนี้หมอจะเน้นเทคนิคละเอียด เพื่อปรับสัดส่วนปากให้ดูสมมาตร ยกมุมปากให้ยิ้มละมุนขึ้น หรือเติมขอบปากให้คมชัดขึ้น เหมาะกับคนที่อยากได้ปากทรงเดิมแต่ดูละมุนขึ้นโดยไม่เปลี่ยนเอกลักษณ์ตัวเอง

 

ฉีดฟิลเลอร์ปาก เจ็บไหม?

ถือว่าเป็นคำถามยอดฮิต ความจริงคือ ไม่เจ็บอย่างที่คิด เพราะหมอจะทายาชาก่อน และฟิลเลอร์ยุคใหม่ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของยาชาในตัวอยู่แล้ว

 

บางคลินิกจะใช้เทคนิคเข็มปลายทู่ (Cannula) ทำให้ลดโอกาสช้ำและเจ็บน้อยกว่าการใช้เข็มแหลมปกติอีกด้วย พอหลังฉีดเสร็จอาจมีอาการบวมนิด ๆ ประมาณ 1-3 วัน แต่จะค่อย ๆ เข้าที่ และได้รูปสวยเต็มที่ภายในประมาณ 7 วัน

 

ฉีดฟิลเลอร์ปาก ฉีด 1 ครั้ง อยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ปากจะอยู่ได้ประมาณ 8-12 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่ใช้ ปริมาณ และพฤติกรรมของแต่ละคน เช่น สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์บ่อย, ชอบขยับริมฝีปากบ่อย ๆ หรือพูดเยอะ, กัดริมฝีปากเป็นนิสัย และดื่มน้ำน้อย ทั้งหมดนี้อาจทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้นนิดหน่อย

 

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก

หลังฉีดฟิลเลอร์เสร็จ จะมีวิธีดูแลง่าย ๆ ที่ช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็วและอยู่ได้นานขึ้น เช่น

  1. ประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรก

เพื่อลดบวม ลดรอยช้ำ

โดยการใช้ถุงเจลเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็งประคบเบา ๆ บริเวณรอบปาก วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที จะช่วยให้รอยบวมลดลงเร็ว แต่อย่าประคบแรงหรือวางตรงจุดที่ฉีดโดยตรงนะ เดี๋ยวฟิลเลอร์เคลื่อน

  1. งดจับหรือคลึงปากแรง ๆ

เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนได้
โดยเฉพาะช่วง 3-5 วันแรก ควรเลี่ยงการนวดหรือไปเอามือไปสัมผัสปากบ่อย ๆ รวมถึงอย่ากัดริมฝีปาก อย่าเท้าคางบ่อย ๆ เพราะแรงกดอาจทำให้ฟิลเลอร์ไม่เข้าที่เท่าที่ควรจะเป็น ตรงนี้แหละหมอมักแนะนำให้ปล่อยให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัวเองตามธรรมชาติจะดีกว่า

  1. งดออกกำลังกายหนัก ๆ 2-3 วันแรก

การขยับร่างกายหรือออกแรงเยอะ ๆ จะทำให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ทำให้บริเวณปากบวมกว่าเดิมได้ ลองเปลี่ยนไปเดินเบา ๆ หรือยืดตัวแทนในช่วงแรกก่อน แล้วค่อยกลับไปฟิตเต็มรูปแบบหลังจากครบ 3 วัน

  1. ดื่มน้ำเยอะ ๆ

เพราะเมื่อสาร HA กำลังเซ็ตตัว ยิ่งต้องการความชุ่มชื้นเพื่อทำให้ฟิลเลอร์ดูฟูสวยดังนั้น การดื่มน้ำต่อวัน วันละ 2 ลิตร จะทำให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นานขึ้น

นอกจากช่วยให้ฟิลเลอร์ดูอิ่มฟูแล้ว ยังทำให้ปากนุ่ม ชุ่มชื้น ไม่แห้งแตกอีกด้วย จะให้ดี ลองพกขวดน้ำติดตัวไว้ทั้งวันจิบเรื่อย ๆ ผิวและปากจะขอบคุณคุณแน่นอน

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและความร้อนสูง

 เช่น ซาวน่า หรืออบไอน้ำในช่วงแรก ๆ เพราะความร้อนสามารถเร่งการสลายตัวของฟิลเลอร์ได้ 

ฉะนั้น ช่วงสัปดาห์แรกหลังฉีดควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เจอความร้อนแรง ๆ อย่างการตากแดดนาน ๆ หรือซาวน่า อบไอน้ำ รวมถึงอย่าเผลอฟังเพลงเพลินในอ่างน้ำอุ่นนานเกินไปนะ

 

ฉีดฟิลเลอร์ปาก ถ้าฉีดจริง ๆ ปลอดภัยไหม?

คำตอบคือ ปลอดภัยแน่นอน ถ้าฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้ฟิลเลอร์ของแท้เท่านั้น เนื่องจากอันตรายส่วนใหญ่ที่เห็นในข่าว มักเกิดจากใช้ฟิลเลอร์ปลอม หรือฉีดกับหมอเถื่อน หรือเห็นรีวิวก็ไปตามคลินิกที่ไม่มีใบอนุญาต ไม่ได้มาตรฐาน พนักงานไม่เชี่ยวชาญ ถูกสวมรอยเข้าไปทำหน้าที่แบบเนียน ๆ เป็นต้น ซึ่งพวกนี้แหละที่มักใช้เทคนิคการฉีดที่ผิดตำแหน่ง ผลออกมาก็คือไม่สวย แถมอาจติดเชื้อ เสียเงินรักษาแผลอีก

 

ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย ๆ แค่เช็กให้แน่ใจก่อนฉีดว่าได้ความปลอดภัยชัวร์ ๆ จากบริการเหล่านี้

  • คลินิกมีเลขใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้อง
  • หมอที่ฉีดต้องมีใบประกอบวิชาชีพ 
  • ฟิลเลอร์มีเลข Lot, กล่องจริง, และเปิดขวดต่อหน้าเรา

ฉีดฟิลเลอร์ปากแบบไหนเหมาะกับเรา?

ต้องยอมรับก่อนเลยว่าแต่ละคนมีสไตล์ปาก ที่เข้ากับโครงหน้าต่างกัน บางคนเหมาะกับปากทรง Cupid’s Bow (โค้งหัวใจ) แบบสายเกาหลี บางคนเหมาะกับปากแบบ M-Shape ดูมีมิติแต่ยังดูเป็นธรรมชาติ

หมอจะออกแบบทรงจากสัดส่วนใบหน้า เช่น ความยาวระหว่างจมูกถึงปาก หรือแนวคาง เพื่อให้ได้ลุคที่บาลานซ์ที่สุด ไม่โป๊ะ ไม่หลอกตา

 

ฉีดฟิลเลอร์ปากกับการศัลยกรรมตกแต่งรูปปาก ต่างกันยังไง?

  • ฟิลเลอร์ปาก

เหมาะกับคนที่อยากปรับรูปปากให้ละมุนขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลหลังฉีดทันที และสามารถปรับแต่งซ้ำได้ภายหลัง เช่น เติมเพิ่ม หรือปรับทรงให้พอดีมากขึ้น ข้อดีคือทำเสร็จกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องเจ็บตัวเยอะ และถ้าไม่ชอบก็รอให้ฟิลเลอร์สลายเองได้ หรือฉีดสลายออกได้อย่างปลอดภัย

  • ศัลยกรรมปาก

เป็นการปรับโครงสร้างปากแบบถาวร ฟื้นตัวนานกว่า และเสี่ยงต่อรอยแผล เหมาะกับคนที่อยากปรับโครงสร้างปากจริงจัง เช่น ลดขนาดริมฝีปากหนา หรือยกมุมปากถาวร ซึ่งต้องใช้การผ่าตัด มีระยะพักฟื้น และอาจมีอาการบวมช้ำในช่วงแรก ผลลัพธ์อยู่ถาวรแต่ไม่สามารถแก้กลับง่ายเหมือนฟิลเลอร์ จึงควรปรึกษาศัลยแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

 

ถ้าอยากลองเปลี่ยนลุคก่อนตัดสินใจไปทำศัลยกรรม แนะนำให้ลองฉีดฟิลเลอร์ปากดูก่อน เพราะคือทางเลือกที่เหมาะสุด หากไม่ชอบก็ยังสามารถฉีดสลายออกได้

 

ฟิลเลอร์ปากราคาเท่าไหร่?

โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ปากจะเริ่มต้นที่ประมาณ 8,000-20,000 บาทต่อ 1 ซีซี ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ปริมาณที่ใช้ และชื่อเสียงของแพทย์หรือคลินิก และควรระวังหากเจอราคาที่ถูกเกินจริง เพราะอาจเป็นฟิลเลอร์ปลอม หรือได้ทำกับหมอที่ไม่มีประสบการณ์ ผลลัพธ์ออกมาไม่คุ้มแน่นอน

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิลเลอร์ปาก (FAQ)

Q: ฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วกินอาหารเลยได้ไหม?

A: ได้เลยหลัง 1-2 ชั่วโมง แต่ควรเลี่ยงอาหารร้อนหรือเผ็ดจัดในวันแรก ๆ

 

Q: ฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วเป็นก้อนได้ไหม?

A: ถ้าใช้ของแท้และหมอมีเทคนิคดี โอกาสเกิดก้อนแทบไม่มีเลย แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง หมอสามารถนวดปรับหรือฉีดสลายให้ได้

 

Q: ต้องฉีดซ้ำไหม?

A: ส่วนใหญ่คนไข้จะกลับมาฉีดเติมประมาณทุก 8-12 เดือน เพื่อคงรูปสวยไว้

 

Q: ผู้ชายฉีดฟิลเลอร์ปากได้ไหม?

A: ได้เลย ตอนนี้การฉีดฟิลเลอร์ปากในผู้ชายก็ฮิตมากนะ โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ สายแฟที่อยากได้ปากนุ่มๆ อวบ  ชุ่มชื้น ดูสุขภาพดี

 

สรุป การเติมฟิลเลอร์ปาก  ได้ทั้งความสวยงามและเติมเต็มผิวให้ชุ่มชื่น สุขภาพดี

ฟิลเลอร์ปากไม่ใช่เรื่องของแฟชั่นชั่วคราวอีกต่อไป แต่มันคือ “การเสริมความมั่นใจเล็ก ๆ” ที่ช่วยให้เราดูดีขึ้นในแบบของตัวเอง ปากที่สวย ไม่จำเป็นต้องใหญ่หรือแน่น แต่คือปากที่เข้ากับหน้าและสะท้อนสไตล์ของเราได้ดีที่สุด

เพราะฉะนั้น ก่อนฉีดอย่าลืมเลือกคลินิกที่ไว้ใจได้ ปรึกษาหมอที่เชี่ยวชาญจริง ๆ ใช้ฟิลเลอร์ปากของแท้ แล้วจะรู้เลยว่าปากสวยแบบธรรมชาติ มันยกระดับลุคได้แค่ไหน

 

columnist

น่าสนใจสำครับคุณ