5 เสือก่อสร้างสะเทือน ใครจะครองเมกะโปรเจ็กต์ 1.4 ล้านล้าน?
ก่อสร้างไทยระส่ำ! “5 เสือ” ฝีแตก “นวรัตน์” ฟื้นฟูกิจการ “อิตัลไทย” ลุ้นระทึก “ยูนิค” ผงาดเสียบเมกะโปรเจ็กต์ 1.4 ล้านล้าน
สถานการณ์อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อยักษ์ใหญ่ที่เคยถูกขนานนามว่า “5 เสือกรมทางฯ” กำลังเผชิญมรสุมการเงินอย่างหนักจนถึงขั้น “ฝีแตก” ขณะที่รัฐบาลเร่งอัดฉีดเมกะโปรเจ็กต์กว่า 1.41 ล้านล้านบาทในปี 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้แผนภูมิทัศน์ของผู้รับเหมาไทยต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
อวสาน “เสือนวรัตน์” ยื่นฟื้นฟูกิจการ–หนี้ท่วมสินทรัพย์ นับเป็นข่าวช็อกวงการก่อสร้าง เมื่อ บริษัท นวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR หนึ่งในตำนาน 5 เสือกรมทางหลวง ได้ตัดสินใจยื่นคำร้องขอเข้าแผนฟื้นฟูต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักสะสมมานานหลายปี
ข้อมูลทางการเงินย้อนหลังระบุชัดว่า NWR ตกอยู่ในภาวะ “หนี้สินล้นพ้นตัว” โดยในปี 2567 มีสินทรัพย์ 14,440 ล้านบาท แต่มีหนี้สินสูงถึง 16,421 ล้านบาท และล่าสุดในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบไปแล้วกว่า 3,401 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระบวนการฟื้นฟูกิจการ NWR ยังคงเดินหน้าชิงเค้กงานโยธา โดยล่าสุดเสนอราคาต่ำสุดในโครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนของกรุงเทพมหานคร มูลค่ากว่า 9,518 ล้านบาท ซึ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความเหมาะสมและคุณสมบัติ “ชั้นพิเศษ” ที่อาจขาดหายไปเนื่องจากสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง
“อิตัลไทย” ในห้องไอซียู รัดเข็มขัด–เร่งขายทรัพย์สินพยุงชีพ
ทางด้านเบอร์หนึ่งอย่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ยังคงต้องลุ้นตัวโก่งกับเครื่องหมาย CS และ CB ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงไว้ เนื่องจากงบการเงินไตรมาส 1/2568 ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นเพราะความไม่แน่นอนในสถานการณ์ “Going Concern” หรือความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง แม้ ITD จะมีงานในมือ (Backlog) สูงถึง 137,385 ล้านบาท
แต่ปัญหาสภาพคล่องที่ตึงตัวทำให้ต้องปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่ ทั้งการลดจำนวนพนักงานจาก 22,000 คน เหลือ 16,600 คน และยุบรวมหน่วยธุรกิจจาก 24 เหลือ 15 BU เพื่อลดค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ ITD ยังต้องแบกภาระความไม่แน่นอนจากโครงการต่างประเทศ ทั้ง “โครงการทวาย” ในเมียนมาที่ยังหาข้อสรุปค่าชดเชยไม่ได้ และข้อพิพาทในโครงการทางด่วนยกระดับที่บังกลาเทศที่รอคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการในเดือนกันยายน 2568 อย่างไรก็ดี บริษัทหวังจะปลดเครื่องหมาย CB ได้ภายในปี 2568 หลังโชว์ผลกำไรจากการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนในไตรมาส 1/2568
“ยูนิคฯ” ผงาด! ชูจุดแข็งกำไรสูง–ไร้หนี้เน่า
ในขณะที่รุ่นพี่กำลังย่ำแย่ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ กลับโชว์ฟอร์มแกร่งในฐานะผู้รับเหมาเบอร์ 4 ของตลาด โดยเน้นรับงานภาครัฐ 100% ซึ่งมีความเสี่ยงในการไม่ได้รับชำระเงินต่ำ,, จุดเด่นที่ทำให้ยูนิคฯ โดดเด่นกว่าคู่แข่งคือ “อัตรากำไรขั้นต้น” ที่สูงถึง 15-20%
ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอยู่ที่เพียง 5-7% เป็นผลจากการบริหารจัดการเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในงานระบบรางและรถไฟฟ้า
ความแข็งแกร่งของยูนิคฯ ยังสะท้อนผ่านสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังชนะคดีฟ้องร้องงานรถไฟฟ้าสายสีแดง ได้รับเงินกว่า 7,000 ล้านบาท ส่งผลให้ลูกหนี้การค้าลดลงเหลือเพียง 2,400 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568, พร้อมรองรับการประมูลเมกะโปรเจ็กต์ในปี 2569 ที่คาดว่าจะมีการเปิดประมูลโครงการใหม่ๆ กว่า 1 ล้านล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าคว้างานเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เพื่อเติม Backlog ที่มีอยู่เดิม 34,000 ล้านบาท
เปิดเกมรุกเมกะโปรเจ็กต์ 1.4 ล้านล้าน–หมดยุค 5 เสือผูกขาด
นโยบายของกรมทางหลวงภายใต้การนำของรัฐบาลชุดนี้ได้ประกาศชัดถึงการ “เกลี่ยงานใหม่” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยปรับเกรดผู้รับเหมาและกระจายงานประมูลให้กับบริษัททุกขนาด ไม่จำกัดเฉพาะรายใหญ่อีกต่อไป จนถูกเรียกว่าเป็นยุคของ “58 เสือ” แทนที่ 5 เสือเดิม
สำหรับปี 2569 อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเตรียมเร่งเครื่องรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์มูลค่ารวม 1.41 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในสายมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ส่วนต่อขยายอุตราภิมุข (M5) รังสิต-บางปะอิน, M9 ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง และ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ มูลค่ารวมกว่า 1.4 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีงานบริหารจุดพักรถ (Rest Area) อีก 21 แห่งที่จ่อคิวเปิดขายซองประมูล ซึ่งดึงดูดความสนใจจากทั้งกลุ่มค้าปลีกและผู้ประกอบการน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. และบางจาก
แม้ตัวเลขเมกะโปรเจ็กต์จะดูสวยหรู แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นกับ NWR และ ITD เป็นสัญญาณเตือนภัยถึง “ความเปราะบาง” ของยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทันต่อภาระดอกเบี้ยและต้นทุนแฝงในโครงการต่างประเทศ ในยุคที่งานก่อสร้างไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเครื่องจักรและแรงงาน แต่คือการบริหาร “กระแสเงินสด” และ “ความเสี่ยงทางการเมือง”
ใครที่ฐานรากไม่แน่นพอ อาจต้องกลายเป็นตำนานที่ถูกลบชื่อทิ้งไปในกองขยะของประวัติศาสตร์ก่อสร้างไทย!

