เปิด 5 วิธีรักษาปวดเส้นประสาทอักเสบเรื้อรัง ไม่ต้องทนอีกต่อไป
อาการปวดที่มีต้นตอจากเส้นประสาทอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นปวดร้าว ลงแขนหรือขา ปวดจากกระดูกข้อต่อเสื่อม หรือปวดหัวไมเกรนที่เป็นซ้ำ ๆ มักรักษายากกว่าปวดกล้ามเนื้อทั่วไป หลายคนลองกินยา นวด หรือทำกายภาพบำบัดมาแล้วหลายรอบ แต่อาการก็ยังวนเวียนกลับมากวนใจจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน
ข่าวดีคือทุกวันนี้การรักษาอาการปวดมีทางเลือกหลากหลายกว่าเดิม บทความนี้เราจึงได้รวบรวม 5 วิธีรักษาอาการปวดจากเส้นประสาทอักเสบจาก Bangkok Interventional Clinic (BIC) มาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ว่าแต่ละวิธีคืออะไร เด่นตรงไหน แล้วเหมาะกับใครบ้าง ใครที่กำลังเผชิญกับอาการปวดจากเส้นประสาทอยู่ ห้ามพลาดบทความนี้
1. ฉีดยาบล็อกเส้นประสาท (Nerve Block)
วิธีนี้คือการฉีดยาชา หรือยาลดการอักเสบเข้าไปตรงตำแหน่งเส้นประสาทที่เป็นต้นตอของอาการปวด เพื่อกันไม่ให้สัญญาณปวดส่งต่อไปถึงสมอง เปรียบเสมือนการเข้าไป “ปิดสวิตช์” ความปวดชั่วคราว หรือระยะยาว เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว
จุดเด่น
- ทำได้ง่ายและรวดเร็ว
- นอกจากช่วยบรรเทาอาการปวดแล้ว ยังช่วยให้แพทย์หาต้นตอของความปวดได้อย่างแม่นยำด้วย
- เริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ไม่กี่วันจนถึงประมาณ 2 สัปดาห์
เหมาะกับใคร
- คนที่มีอาการปวดเรื้อรังจากเส้นประสาทอักเสบ เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในตำแหน่งที่ค่อนข้างชัดเจน
- คนที่แพทย์ต้องการประเมินข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อวางแผนการรักษาขั้นต่อไป
2. จี้ไฟฟ้าเส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุ (RFA)
RFA หรือ Radiofrequency Ablation คือการใช้คลื่นวิทยุสร้างความร้อนที่ปลายเข็ม เพื่อเข้าไประงับการทำงานเฉพาะส่วนของเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณปวด โดยไม่กระทบเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ พูดง่าย ๆ คือปิดเฉพาะเส้นทางที่ส่งความเจ็บปวด แต่ยังสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ
จุดเด่น
- เป็นหัตถการแผลเล็ก (Minimally Invasive) ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ต่อเนื่องยาวนาน ราว 6-24 เดือนหรือมากกว่านั้น
- ครอบคลุมอาการปวดได้หลายตำแหน่ง ทั้งกระดูกข้อต่อเสื่อมบริเวณคอ หลังส่วนล่าง ไหล่ เข่า และอาการปวดเส้นประสาทใบหน้า
- ผลการปรับการทำงานของเส้นประสาทจะค่อย ๆ เห็นผลเต็มที่ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังทำ
เหมาะกับใคร
- คนที่ลองรักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้วไม่ได้ผลเท่าที่ควร
- คนที่อยากควบคุมอาการปวดเรื้อรังในระยะยาว และต้องการลดการพึ่งพายาแก้ปวด
3. สลายพังผืดกดทับเส้นประสาทด้วยบอลลูน (Balloon Neuroplasty)
หัตถการนี้ใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีปลายเป็นบอลลูน สอดเข้าไปในโพรงประสาทสันหลังภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) เพื่อสลายพังผืดหรือส่วนของหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาท จากนั้นจะขยายบอลลูนเพื่อเปิดพื้นที่ในบริเวณที่ตีบแคบให้กว้างขึ้น ลดแรงกดทับที่ทำให้เกิดอาการปวด
จุดเด่น
- เริ่มเห็นผลในช่วง 2-4 สัปดาห์ และบรรเทาปวดได้นานมากกว่า 1 ปี ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละคน
เหมาะกับใคร
- คนที่มีภาวะโพรงประสาทสันหลังตีบแคบ
- คนที่เคยผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้วแต่ยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่
- เหมาะกับผู้ที่มีภาวะโพรงประสาทสันหลังตีบแคบ หรือปวดหลังเรื้อรังที่ตอบสนองได้ไม่ดีนักกับการรักษารูปแบบอื่น
4. หัตถการลดปวดไมเกรนเรื้อรัง
สำหรับคนที่ปวดไมเกรนเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin) หรือใช้ยากลุ่มต้าน CGRP (Anti-CGRP) เพื่อช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดหัวไมเกรนที่มีต้นตอเกี่ยวกับความผิดปกติของเส้นประสาท
จุดเด่น
- ใช้เวลาทำเพียง 15-30 นาทีต่อครั้ง ไม่ต้องพักฟื้น
- ผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่แค่รอยแดงหรือช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
เหมาะกับใคร
- คนที่ปวดหัวไมเกรนเรื้อรัง (ปวดมากกว่า 15 วันต่อเดือน)
- คนที่เคยใช้ยารักษาไมเกรนแบบอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา
5. รักษาด้วยยาทางหลอดเลือดดำ (IV Infusion)
วิธีนี้คือการให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เพื่อลดความไวของเส้นประสาทที่ผิดปกติ ลดการอักเสบ และปรับสมดุลสัญญาณปวดในระบบประสาทส่วนกลาง ข้อดีคือยาจะออกฤทธิ์ได้รวดเร็ว และไม่ใช่การให้มอร์ฟีนหรือยาในกลุ่มเสพติด (Non-Opioid)
จุดเด่น
- เหมาะกับอาการปวดจากเส้นประสาทที่ซับซ้อน และกระจายหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย เช่น เส้นประสาทอักเสบจากเบาหวาน หรือปวดเรื้อรังหลังผ่าตัด
- เป็นทางเลือกสำหรับคนที่กินยาแก้ปวดแล้วไม่ได้ผลหรือมีผลข้างเคียง
เหมาะกับใคร
- คนที่มีอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังที่ตอบสนองต่อยากินได้ไม่ดี และอาการปวดกระจายหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
- คนที่มีผลข้างเคียงจากการกินยาต่อเนื่อง และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
ทั้ง 5 วิธีนี้เป็นแค่ตัวอย่างทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใครจะเหมาะกับวิธีไหนก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสาเหตุของอาการปวดที่แตกต่างกันไป แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก็จะดีที่สุด
Bangkok Interventional Clinic (BIC) ที่ปรึกษาเรื่องอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง
Bangkok Interventional Clinic (BIC) คือคลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่เข้าใจดีว่าความปวดเรื้อรังไม่ใช่แค่เรื่องทางกาย แต่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันแทบทุกวัน
ก่อนเริ่มการรักษาทุกครั้ง แพทย์จะซักประวัติและประเมินอาการอย่างละเอียด เพื่อเลือกวิธีที่ตอบโจทย์สาเหตุความปวดของแต่ละคนจริง ๆ เน้นการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) และเพื่อความปลอดภัย ทุกหัตถการจะดำเนินการภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) หรืออัลตราซาวนด์ เพื่อความแม่นยำในทุกขั้นตอน
ถ้าอาการปวดเส้นประสาทกำลังรบกวนชีวิตคุณอยู่ ลองให้ทีมแพทย์ของ BIC Pain Clinic ช่วยประเมินและหาทางออกที่เหมาะกับคุณดู สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain
สรุปบทความ
อาการปวดเรื้อรังมีแนวทางการรักษาให้เลือกหลากหลายกว่าที่คิด ตั้งแต่การฉีดยาบล็อกเส้นประสาท จี้ไฟฟ้าด้วยคลื่นวิทยุ สลายพังผืดด้วยบอลลูน ไปจนถึงการดูแลไมเกรนเรื้อรังและการให้ยาทางหลอดเลือดดำ แต่ละวิธีมีจุดเด่นและความเหมาะสมกับอาการที่แตกต่างกัน การพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียด จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับตัวเองเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาอาการปวดเรื้อรัง
จะรู้ได้อย่างไรว่าควรรักษาด้วยวิธีไหน?
แพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่ง สาเหตุ และความรุนแรงของอาการปวดของแต่ละคน หลังจากซักประวัติและตรวจประเมินร่างกายอย่างละเอียด เพราะอาการปวดของแต่ละคนมีเงื่อนไขต่างกัน จึงไม่มีวิธีไหนที่เหมาะกับทุกคนเหมือนกันหมด
วิธีเหล่านี้เจ็บมากไหม?
หัตถการส่วนใหญ่จะมีการฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนเริ่มทำเสมอ ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกเจ็บน้อยถึงปานกลาง และอาจมีอาการปวดตึงบริเวณที่ทำเล็กน้อยหลังเสร็จหัตถการ
ต้องพักฟื้นนานไหม?
หัตถการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหัตถการแผลเล็ก (Minimally Invasive Procedure) ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
ต้องรักษากี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
ระยะเวลาบรรเทาอาการปวดและผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละวิธีและแต่ละบุคคล บางรายอาจรู้สึกดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก แต่บางรายอาจต้องได้รับการประเมินซ้ำเพื่อดูว่าควรปรับแผนการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
หมายเหตุ : ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา
