สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

4 ปีสงครามรัสเซีย–ยูเครน จะคุยให้จบหรือรบกันต่อ?

 4 ปีสงครามรัสเซีย–ยูเครน  จะคุยให้จบหรือรบกันต่อ?

4ปีหลังจากเสียงปืนและจรวดระลอกแรกพุ่งใส่หลายเมืองของยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โลกได้เห็นวิวัฒนาการของสงครามที่ไม่เพียงสะเทือนโครงสร้างอำนาจในยุโรป แต่ยังสั่นไหวไปถึงคำว่า “ระเบียบโลกเก่า”  พร้อมกับการแสวงหาคำตอบว่า สงครามจะยุติลงเมื่อใด?  เพราะแม้จะมีเสียงเรียกร้องจากนานาชาติ  แม้จะมีการผลักดันจนเกิดการเจรจาสันติภาพ  แต่เมื่อทุกฝ่ายลุกจากโต๊ะเจรจาเป้าหมายก็ยังคงอยู่ห่างไกล

ยูเครน : สนามเดิมพันของมหาอำนาจ

ความพยามยามผลักดันยูเครนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในขณะที่รัสเซียพยายามคัดค้านอย่างหัวเด็ดตีนขาด  คือชนวนเหตุแห่งสงคราม  คือผลของการที่สหรัฐอเมริกาในยุคโจ ไบเดน และยุโรปดันก้นยูเครนให้ออกหน้าไปสกัดอิทธิพลมอสโก  โดยยอมทุ่มงบประมาณมหาศาล  สนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัย  ร่วมกันใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเงิน พลังงาน และ ยึดทรัพย์รัสเซียในต่างประเทศ  โดยเชื่อว่าจะบีบให้รัสเซียอ่อนแอและพ่ายแพ้โดยไว

แต่ผลลัพธ์กลับสวนทางอย่างมีนัยสำคัญ รัสเซียไม่ได้ล่มสลายทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม กลับปรับเปลี่ยนทิศทางการส่งออกพลังงานไปยังเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ได้ก๊าซและน้ำมันในราคามิตรภาพ  ในขณะเดียวกันรัสเซียเร่งการพึ่งพาตนเอง เช่น อุตสาหกรรมการผลิต อาหาร และเทคโนโลยีทางทหาร ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจปรับตัวสู่ความทนทานมากขึ้น แม้ประชาชนบางส่วนจะได้รับผลกระทบ แต่มอสโกก็ยังคงขับเคลื่อนสงครามได้โดยไม่สะดุด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สหภาพยุโรปกลับได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรเสียเอง ราคาพลังงานพุ่งสูง โรงงานจำต้องลดกำลังผลิต ชาวยุโรปต้องแบกรับภาระค่าครองชีพสูงขึ้นรายได้ลดลงสวนทาง  ความเดือดร้อนแผ่ขยาย  แต่รัฐบาลกลับทุ่มเทงบประมาณในสงครามยูเครน  เมื่อสงครามยืดเยื้อจาก 1 ปีเป็น2-3- 4 ปีทำให้ความไม่พอใจของประชาชนในหลายประเทศเพิ่มขึ้น การเมืองภายในยุโรปผันผวน หลายรัฐบาลถูกกดดันให้เปลี่ยนนโยบาย และความเป็นเอกภาพของยุโรปเริ่มสั่นคลอน

สงคราม 4 ปี: ใครได้ใครเสีย

ช่วงเวลา 4 ปีของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลายฝ่ายสูญเสียมากกว่าที่คาดคิด  ในเชิงดินแดนรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ในภาคตะวันออกของยูเครนได้ค่อนข้างมั่นคง แม้ยังไม่มีการยอมรับจากประชาคมโลก กองทัพรัสเซียที่สูญเสียกำลังพลไปประมาณ 100,000 นาย แลกกับการสะสมประสบการณ์จริง และการเพิ่มกำลังผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์มากยิ่งขึ้น

ฝ่ายยูเครนสูญเสียดินแดน เมืองที่เคยสงบสุขและสวยงามได้รับความเสียหายขั้นรุนแรง ประชาชนหลายล้านคนต้องอพยพออกนอกประเทศ  แรงงานในประเทศลดลง เศรษฐกิจหดตัว และภาระทางการคลังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือต่างชาติเกือบทั้งหมด  แม้จะได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก แต่คำว่า “ชัยชนะ”กลายเป็นภาพที่เลือนรางมากขึ้นในแต่ละวัน

สำหรับยุโรปที่หนุนหลังยูเครน  ความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจถูกสั่นคลอน ความแตกแยกทางการเมืองเพิ่มขึ้น ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อสงครามขยายวงอย่างชัดเจน  ขณะที่สหรัฐฯ แม้จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการขายอาวุธ  การฟื้นบทบาทการนำในยุโรป และการบ่อนทำลายอิทธิพลรัสเซีย แต่ก็ต้องแบกรับภาระงบประมาณจำนวนมาก และถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ที่แท้จริงต่อประชาชนอเมริกัน

สหรัฐฯเปลี่ยนเกม เจรจาไร้ข้อตกลง

ในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐฯช่วงปลายปี 2024  คำประกาศหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่า “สามารถยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนภายใน 24 ชั่วโมง” ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป หลายฝ่ายตีความว่าหากทรัมป์กลับมามีอำนาจ เขาอาจกดดันยูเครนให้ยอมรับเงื่อนไขของรัสเซีย หรืออาจลดความช่วยเหลือจนทำให้ยูเครนไม่มีทางเลือก

แต่ “คนไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่จะกดสั่งงานกันได้ง่ายๆ” 1 วันก็แล้ว 1เดือนก็แล้ว 1ปีก็แล้ว  รัสเซีย-ยูเครนก็ยังยิงจรวด ส่งโดรนโจมตีกันอยู่ทุกวัน  เพราะการจะยุติสงครามได้นั้นต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสามฝ่ายหลัก ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ  ซึ่งต่างฝ่ายต่างมี “เส้นแดง” ที่ไม่สามารถข้ามได้ง่าย ๆ

ในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนรอบล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ณ กรุงเจนีวาสวิสเซอร์แลนด์ โดยการหารือ 3 ฝ่าย (รัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ)  แม้จะมีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกและหารือเรื่องแนวรบ  แต่ก็ยังไม่อาจจบลงง่ายๆเพราะความห่างไกลของวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่าย  โดยเฉพาะเรื่องดินแดน  รัสเซียยังคงต้องการยึดครองดินแดนที่ผนวกไปแล้วกว่า 20% ในขณะที่ยูเครนยืนกรานไม่ยอมเสียดินแดน

ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า วลาดีเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ล้มเหลวในการทำลายจิตวิญญาณของชาวยูเครน นับตั้งแต่เปิดฉากบุกรุกประเทศเมื่อ 4 ปีก่อน  เซเลนสกีกล่าวไม่ยอมรับแรงกดดันจากสหรัฐฯให้ยอมแพ้หรือลงนามข้อตกลงสันติภาพภายในวันที่ 4 กรกฎาคม (วันชาติของสหรัฐฯ)

ด้านปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวว่ายูเครนเป็นฝ่ายบ่อนทำลายสันติภาพระหว่างสองประเทศโดยการสนับสนุนจากฝ่ายตะวันตก  รัสเซียจำเป็นต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการปกป้องประเทศโดยเฉพาะเรื่องนิวเคลียร์

ส่วนหนึ่งของการเจรจาที่ไร้ข้อตกลงนั้นเชื่อว่าเป็นเพราะถูกแทรกแซงด้วยผลประโยชน์ของผู้เล่นรายใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐฯที่มีเงื่อนไขกับยูเครนในการจ่ายคืนงบประมาณและค่าอาวุธด้วยแหล่งทรัพยากรในยูเครน   ส่วนพันธมิตรยุโรปเกรงว่าข้อตกลงสันติภาพที่ทำให้รัสเซียได้ดินแดนของยูเครน  อาจเป็นสัญญาณเชิงลบต่อเสถียรภาพของยุโรปและพันธมิตรNATO  จึงเกิดความลังเลที่จะกดดันให้ยูเครน “ยอมเจรจาแบบเสียเปรียบ”

สงครามจะจบหรือจะรบกันต่อ?

เมื่อประเมินปัจจัยยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองภายในประเทศ และบทบาทของมหาอำนาจแล้ว แนวโน้มหลักที่เห็นตรงกันคือ สงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจถูกลากยาวอีกหลายปีในลักษณะ “คุยกันไปยิงกันไป” เสมือนแผลเรื้อรังของยุโรป

รัสเซียนั้นอยู่ในสถานะทนสงครามได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและรัฐรวมศูนย์แข็งแรง การสนับสนุนจากประชาชนยังอยู่ระดับสูง และกำลังผลิตอาวุธเพิ่มขึ้นกว่าก่อนสงครามหลายเท่า ส่วนยูเครนแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรตะวันตก  แต่งบประมาณและอาวุธเริ่มมีข้อจำกัดด้วยแรงกดดันด้านการเมืองในยุโรปและในสหรัฐฯ

ดังนั้นสถานการณ์จึงอาจคงอยู่แบบ “ไม่ชนะ ไม่แพ้” แต่รบกันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่มาสั่นคลอนสมดุล เช่น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสหรัฐฯ  ความถดถอยทางเศรษฐกิจของยุโรป  เสียงของประชาชนชาวยูเครน  หรือการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

แม้จะมีการนัดหมายเจรจาสันติภาพอีกครั้งในช่วงเวลาอันใกล้   แต่เมื่อพิจารณาเงื่อนไขที่ยังห่างไกลจากการประนีประนอม  ผลประโยชน์ของมหาอำนาจที่โยงใยซับซ้อน และความพร้อมของทั้งสองฝ่ายในการทำสงครามยืดเยื้อ คำตอบที่เป็นจริงที่สุดในเวลานี้คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังไม่มีวี่แววจะจบลงง่าย ๆ และโลกอาจต้องเผชิญความไม่แน่นอนต่อไปอีกนาน

***

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ