สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

วิธีเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์ อ่านค่าความหนืดยังไงให้เหมาะกับรถ

 วิธีเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์ อ่านค่าความหนืดยังไงให้เหมาะกับรถ

“น้ำมันเครื่องรถยนต์” ก็เหมือนกับเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงหัวใจของรถอย่างเครื่องยนต์ให้ทำงานได้อย่างราบรื่น แต่เชื่อว่าผู้ใช้รถหลายคนมักจะเกิดอาการยืนงงหน้าชั้นวางสินค้า เมื่อต้องเจอกับตัวเลขรหัสบนแกลลอนน้ำมันเครื่อง เช่น 0W-20, 5W-30 หรือ 10W-40 ว่าตัวเลขเหล่านี้คืออะไร และควรเลือกแบบไหนถึงจะดีที่สุดสำหรับรถเรา บทความนี้จะพาไปถอดรหัสตัวเลขเหล่านั้น พร้อมแนะนำวิธีเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับอายุการใช้งานของรถ เพื่อช่วยถนอมเครื่องยนต์ให้ฟิตเปรี๊ยะและประหยัดค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว

ถอดรหัสตัวเลขบนแกลลอนน้ำมันเครื่องรถยนต์ บอกอะไรเราบ้าง?

ตัวเลขที่เราเห็นบนฉลากแกลลอนน้ำมันเครื่อง ไม่ใช่รหัสลับแต่อย่างใด แต่เป็นค่ามาตรฐานจากสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ (SAE) ที่ใช้บอก “ค่าความหนืด” ของน้ำมันเครื่อง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ต้องรู้ ดังนี้

ตัวเลขหน้าตัวอักษร W (Winter) 

ตัวอักษร W ย่อมาจาก Winter ซึ่งหมายถึงค่าความหนืดในอุณหภูมิต่ำ หรือพูดง่ายๆ คือความสามารถในการไหลเทของน้ำมันเครื่องในขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ตอนเช้า หรือตอนเครื่องเย็น ยิ่งตัวเลขหน้าน้อย (เช่น 0W, 5W) น้ำมันจะยิ่งมีความใสและไหลลื่นได้ดี ช่วยให้น้ำมันเครื่องถูกส่งไปเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ ได้ทันทีที่บิดกุญแจสตาร์ท ลดการสึกหรอในช่วงเริ่มต้นการทำงานได้ดีเยี่ยม

ตัวเลขหลังตัวอักษร W ตัวเลขชุดหลัง 

คือค่าความหนืดเมื่อเครื่องยนต์ทำงานถึงอุณหภูมิปกติ (ประมาณ 100 องศาเซลเซียส) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปกป้องเครื่องยนต์ขณะขับขี่

  • เลขน้อย (เช่น 20, 30) : เนื้อน้ำมันจะมีความใส ฟิล์มน้ำมันบาง ช่วยลดแรงต้านการหมุนของเครื่องยนต์ ทำให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เหมาะกับรถใหม่ หรือรถที่ใช้งานทั่วไป
  • เลขมาก (เช่น 40, 50) : เนื้อน้ำมันจะมีความข้นหนืด ฟิล์มน้ำมันหนา ทนความร้อนสูงได้ดีกว่า เหมาะกับรถที่ใช้รอบเครื่องสูง รถบรรทุกหนัก หรือรถเก่าที่มีการสึกหรอของชิ้นส่วนภายใน

3 ปัจจัยหลักในการเลือกเบอร์ความหนืด น้ำมันเครื่องรถยนต์

วิธีเลือกเบอร์ความหนืดน้ำมันเครื่องรถยนต์

การเลือกเบอร์ความหนืดไม่ได้มีสูตรตายตัวเสมอไป แต่ต้องพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมของรถแต่ละคัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

1. ดูคู่มือรถยนต์เป็นหลัก

สิ่งแรกที่ควรทำและแม่นยำที่สุดคือการเปิดดูคู่มือประจำรถ ผู้ผลิตจะระบุเบอร์ความหนืดที่เหมาะสมที่สุดกับเครื่องยนต์รุ่นนั้นๆ ไว้ (เช่น แนะนำเบอร์ 0W-20 หรือ 5W-30) การปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตจะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มสมรรถนะตามที่ถูกออกแบบมา

2. เลขไมล์และอายุการใช้งาน 

เมื่อรถผ่านการใช้งานมานาน ช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ (Clearance) จะเริ่มห่างขึ้นจากการสึกหรอ การเลือกเบอร์ความหนืดจึงควรปรับเปลี่ยนตามอายุรถด้วย

  • รถใหม่ หรือเลขไมล์ต่ำกว่า 100,000 กม. : ควรเลือกเบอร์ความหนืดต่ำ เช่น xW-20 หรือ xW-30 เพื่อความลื่นไหลและประหยัดน้ำมัน
  • รถเก่า หรือเลขไมล์เกิน 100,000 – 150,000 กม. : ควรขยับเบอร์ความหนืดให้สูงขึ้น เช่น xW-40 หรือ xW-50 เพื่อให้ฟิล์มน้ำมันที่หนาขึ้นเข้าไปช่วยอุดช่องว่าง ลดเสียงดังของเครื่องยนต์ และลดปัญหาน้ำมันเครื่องพร่อง (กินน้ำมันเครื่อง)

3. พฤติกรรมการขับขี่

ลักษณะการขับขี่มีผลโดยตรงต่อความร้อนสะสมในเครื่องยนต์ หากคุณเน้นขับรถในเมือง เจอรถติดสลับหยุดนิ่ง หรือขับด้วยความเร็วไม่สูงมาก ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืดต่ำ (เนื้อน้ำมันเหลว เช่น เบอร์ 20 หรือ 30) เพราะจะช่วยลดแรงต้านในเครื่องยนต์ ทำให้ขับขี่ลื่นไหลและประหยัดน้ำมัน 

แต่ในทางกลับกัน หากเป็นสายซิ่งที่ชอบลากรอบเครื่องสูง ขับรถทางไกลด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง หรือใช้รถกระบะบรรทุกของหนัก ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืดสูงขึ้น (เนื้อน้ำมันข้น เช่น เบอร์ 40 หรือ 50) เพื่อให้ฟิล์มน้ำมันมีความหนา แข็งแรงพอที่จะทนต่อแรงเฉือนและความร้อนจัดได้ดี ไม่ระเหยหายไปง่ายๆ

หากเลือกเบอร์ความหนืดน้ำมันเครื่องผิดจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

การเลือกเบอร์น้ำมันเครื่องที่ไม่เหมาะกับสภาพเครื่องยนต์ อาจไม่ได้ทำให้รถพังทันที แต่จะส่งผลเสียสะสมในระยะยาว

  • เลือกหนืดเกินไป (ในรถใหม่) : เครื่องยนต์จะทำงานหนักขึ้น เร่งไม่ขึ้น อืด และกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ เพราะชิ้นส่วนต้องเอาชนะแรงต้านของน้ำมันที่ข้นเกินไป
  • เลือกใสเกินไป (ในรถเก่า) : ฟิล์มน้ำมันจะบางเกินไปจนไม่สามารถปกป้องชิ้นส่วนจากการเสียดสีได้ ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอไว เสียงเครื่องดัง และเกิดปัญหาน้ำมันเครื่องหายหรือเล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ได้ง่าย

เครื่องยนต์ฟิตแล้ว ช่วงล่างต้องเฟิร์ม! ดูแลยางรถยนต์ถึงหน้าบ้านกับ EZY FIT

เปลี่ยนยางนอกสถานที่ กับ EZY FIT

การดูแลรถยนต์ให้ปลอดภัย ไม่ได้จบแค่การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ เพื่อดูแลหัวใจสำคัญอย่างเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ “ยางรถยนต์” และ “ระบบช่วงล่าง” เปรียบเสมือนขาที่แข็งแรง ซึ่งสำคัญต่อความปลอดภัยในการทรงตัวและการเบรกไม่แพ้กัน หลายคนดูแลเครื่องยนต์ดีมาก แต่กลับละเลยสภาพยางจนเกิดอุบัติเหตุ หากคุณงานยุ่งจนไม่มีเวลา หรือไม่อยากเสียเวลาวันหยุดไปนั่งรอคิวที่ร้านยางนานๆ ให้ EZY FIT (อีซี่ฟิต) เป็นผู้ช่วยดูแลรถคุณถึงที่

  • Mobile Onsite Service : บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ถึงหน้าบ้าน หรือที่ทำงาน ด้วยรถบริการเคลื่อนที่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
  • Professional Standard : มั่นใจด้วยเครื่องมือทันสมัย ทั้งเครื่องถอดใส่ยาง เครื่องถ่วงล้อ และบริการเติมลมไนโตรเจน มาตรฐานเดียวกับศูนย์บริการ
  • Free Check-up : เปลี่ยนยางกับเรา รับฟรี! บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้น 30 รายการ ช่วยคุณสแกนหาความผิดปกติของรถก่อนเดินทางไกล พร้อมสลับยาง-ถ่วงล้อ ฟรีจำนวน 5 ครั้ง

สะดวกสบายกว่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ให้ EZY FIT เข้าไปดูแลรถคุณถึงที่ ครอบคลุมพื้นที่ กทม. ปริมณฑล ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง หากคุณสนใจ สามารถปรึกษาเรื่องยางหรือนัดหมายบริการได้เลยที่ไลน์ @ezyfit หรือโทร. 090-956-5566 รับรองว่า EZY FIT จะทำให้การดูแลรถยนต์ของคุณเป็นเรื่องง่ายและสะดวกกว่าที่เคยแน่นอน!

สรุปบทความ

การเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์ให้ถูกเบอร์ความหนืด เป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญมากในการยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ เพียงแค่ดูคู่มือรถ ประกอบกับพิจารณาเลขไมล์และพฤติกรรมการขับขี่ ก็จะช่วยให้คุณเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับรถคู่ใจได้ และอย่าลืมหมั่นตรวจเช็กสภาพรถส่วนอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทาง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับน้ำมันเครื่องรถยนต์ (FAQ)

รถวิ่งน้อย ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่? 

แม้รถจะจอดทิ้งไว้หรือวิ่งน้อย ก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) เพราะน้ำมันเครื่องสามารถเสื่อมสภาพลงได้จากการสัมผัสกับอากาศและความชื้น ทำให้ประสิทธิภาพการหล่อลื่นลดลง

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ ดีกว่ากึ่งสังเคราะห์อย่างไร?

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ (Fully Synthetic) มีโมเลกุลน้ำมันที่สม่ำเสมอกว่า ทนความร้อนได้สูงกว่า และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า (ประมาณ 10,000 – 15,000 กม.) เมื่อเทียบกับกึ่งสังเคราะห์ที่มักต้องเปลี่ยนทุก 5,000 – 7,000 กม.

ผสมน้ำมันเครื่องต่างยี่ห้อ หรือต่างเบอร์ความหนืดได้ไหม?

ไม่แนะนำให้ทำ เพราะน้ำมันเครื่องแต่ละยี่ห้อมีสูตรสารเติมแต่ง (Additives) ที่แตกต่างกัน การนำมาผสมกันอาจทำให้สารเคมีทำปฏิกิริยากันจนประสิทธิภาพลดลง หรือเกิดตะกอนที่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ได้ ควรใช้ยี่ห้อและเบอร์เดิมจะดีที่สุด

 

admin

น่าสนใจสำครับคุณ