สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ไทยอ่วม! สหรัฐฯ รีดภาษี 301 ทะลุล้านล้าน

 ไทยอ่วม! สหรัฐฯ รีดภาษี 301 ทะลุล้านล้าน

เปิดฉากสงครามการค้ามะกัน–ไทย ยูเอสทีอาร์ (USTR) สั่งเก็บภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% อ้างปม “แรงงานบังคับ” เริ่มมีผลแล้ว 24 ก.ค. 69 นักวิชาการเตือนกระทบส่งออกไทยระนาว เสี่ยงสูญรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท ฉุดจีดีพีร่วง ด้านรัฐบาลเร่งแจง “อย่าตื่นตระหนก” ชี้ปรับขึ้นจริงแค่ 2.5% พร้อมกางโพย 2,120 รายการได้ยกเว้น แย้มแผน ART เจรจาแลกเปลี่ยนการค้าปกป้องผู้ส่งออก

มะกันเปิดฉากเช็กบิลไทย อ้างปมแรงงานบังคับรีดภาษีเพิ่ม

กลายเป็นประเด็นร้อนเขย่าวงการส่งออกไทย เมื่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศดำเนินการตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย โดยกำหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

เหตุผลสำคัญที่ USTR นำมาใช้เป็นข้ออ้างในการลงดาบไทยครั้งนี้ คือการวินิจฉัยว่าประเทศไทยยังไม่มีและไม่ได้บังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล, ทางสหรัฐฯ มองว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ ทำให้ผู้ผลิตที่ไม่ใช้แรงงานบังคับต้องเสียเปรียบด้านต้นทุน, มาตรการนี้จึงเป็นการตอบโต้โดยใช้มาตรา 301 มาเป็นเครื่องมือสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ภาษี 12.5% นี้ถือเป็นภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากอัตราภาษีนำเข้าปกติ แต่มีเงื่อนไขว่าจะไม่เรียกเก็บซ้อนกับภาษีชั่วคราว 10% ตามมาตรา 122 ที่เพิ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เช่นกัน, นั่นหมายความว่าในเชิงปฏิบัติ สินค้าไทยที่เคยเสียภาษี 10% อยู่เดิม จะต้องเสียเพิ่มขึ้นอีก 2.5% จนกลายเป็น 12.5% ตามมาตรการใหม่นี้

นักวิชาการเตือนภัยเงียบ กระทบส่งออกไทย 1 ล้านล้านบาท

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้ออกมาประเมินความเสียหายไว้อย่างน่าสนใจว่า การเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ครั้งนี้ จะส่งผลสะเทือนต่อการส่งออกไทยในปี 2569 อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี (สิงหาคม-ธันวาคม 2569) คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีสูงถึง 24,404 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.29 แสนล้านบาท

หากประเมินภาพรวมสินค้าทุกประเภทที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว มูลค่าความเสี่ยงขั้นต้นอาจพุ่งไปถึง 30,088 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.023 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งมูลค่าที่เสี่ยงนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 81.11% ของมูลค่าสินค้าไทยทั้งหมดที่คาดว่าจะส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน

ดร.อัทธ์ ยังระบุอีกว่า มาตรา 301 นี้อาจฉุดให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ลดลง 4-6 จุดเปอร์เซ็นต์ และเมื่อพิจารณาว่าตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 21% ของการส่งออกไทยทั้งหมด ก็จะทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกรวมของไทยลดลงประมาณ 0.8-1.2% ส่งผลให้การส่งออกไทยในปี 2569 อาจโตเหลือเพียง 6-7% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 8%

รัฐบาลกางปีกป้อง แจงขึ้นจริงแค่ 2.5% – สินค้า 2 พันรายการรอด

ทางด้านรัฐบาล โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงชี้แจงเพื่อสยบความตื่นตระหนกของผู้ประกอบการ โดยระบุว่าภาษีที่มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 เป็นการปรับจากฐานเดิม 10% เป็น 12.5% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิเพียง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่ใช่การเก็บเพิ่มใหม่ทั้งหมด 12.5%

นอกจากนี้ รัฐบาลยังยืนยันว่าสินค้าไทยกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการส่งออก เช่น วงจรรวม (ICs), ยางธรรมชาติ และแป้งมันสำปะหลัง โดยรายการที่ได้รับการยกเว้นนี้ คิดเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปยังสหรัฐฯ

อีกทั้ง รัฐบาลยังประเมินว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดสหรัฐฯ จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากคู่แข่งสำคัญอย่าง จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่างก็ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% เช่นเดียวกัน, ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) กับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกและรักษาผลประโยชน์ของผู้ส่งออกไทยในระยะยาว

เปิดลิสต์บัญชีดำ – กลุ่มไหนโดนเต็ม กลุ่มไหนรอดหวุดหวิด

จากการตรวจสอบรายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบ พบว่า กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ คือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปสหรัฐฯ โดยรายการที่เข้าข่ายถูกเก็บภาษี 12.5% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, แผงวงจรไฟฟ้า (PCB/PCBA) รวมถึงอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้าต่างๆ แม้จะมีข้อยกเว้นให้เครื่องจักรที่ใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์บางชนิด แต่ก็ไม่รวมถึงตัวสินค้าสำเร็จรูป

กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและอาหารแปรรูป ก็โดนหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์, ถุงมือยาง และทูน่ากระป๋อง,, ขณะที่กลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งนั้น USTR ได้วินิจฉัยไม่เพิ่มเข้าในรายการยกเว้นตามที่มีผู้ยื่นคำร้อง ส่วนสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยก็ถือว่าเสียเปรียบ เพราะไม่ได้รับสิทธิโควตาภาษี (TRQ) เหมือนที่บังกลาเทศหรือกัมพูชาได้รับ

อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าบางกลุ่มที่ “รอด” ไม่ต้องเสียภาษีมาตรา 301 ซ้ำซ้อน ได้แก่ สินค้าที่อยู่ภายใต้ภาษีมาตรา 232 อยู่แล้ว เช่น เหล็ก, อะลูมิเนียม, ทองแดง และที่สำคัญคือ รถยนต์และชิ้นส่วน นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ ที่ได้รับยกเว้น เช่น ผลิตภัณฑ์มะพร้าว (กะทิ/น้ำมะพร้าว), กาแฟสำเร็จรูป, วัตถุดิบยาบางรายการ และงานศิลปะ

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 00.01 น. ตามเวลาสหรัฐฯ โดยยกเว้นเฉพาะสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งก่อนเวลาดังกล่าว ผู้ส่งออกไทยจึงต้องเร่งตรวจสอบพิกัดศุลกากร 8 หลักของสินค้าตนเองอย่างละเอียด เพื่อเตรียมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นในสมรภูมิการค้าโลกครั้งนี้

columnist

น่าสนใจสำครับคุณ