สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

“แบรนด์เนม มันนี่” ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 400 ล้าน พร้อมเล็งเข้าตลาดหุ้นปี 72

 “แบรนด์เนม มันนี่” ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 400 ล้าน พร้อมเล็งเข้าตลาดหุ้นปี 72

“แบรนด์เนม มันนี่” ประกาศความสำเร็จฉลองครบรอบ 2 ปี เผยยอดปล่อยสินเชื่อพุ่งพรวดเกินเป้า โดยเฉพาะกลุ่มเช่าซื้อที่โตเร็วกว่าปีก่อนถึงเท่าตัวภายใน 5 เดือนแรก พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ดึงพันธมิตรร่วมทุน-ปั้นพอร์ตแตะ 400 ล้านบาท มุ่งหน้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2572

นายปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นโมเดล “ผ่อนไป-ใช้ไป” มีการเติบโตที่โดดเด่นที่สุด โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มียอดปล่อยสินเชื่อในส่วนนี้สูงถึง 54 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ายอดรวมทั้งปีของปี 2568 ที่ทำได้เพียง 25.5 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทให้บริการผ่าน 3 โมเดลหลัก คือ 1. สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) 2. สินเชื่อผ่อนจบ-รับของ และ 3. บริการขายฝากในรูปแบบการรับจำนำ โดยสัดส่วนพอร์ตปัจจุบันเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการขายฝากเป็นหลัก มาเป็นการเฉลี่ยสัดส่วนระหว่างเช่าซื้อ 45% ขายฝาก 45% และผ่อนจบรับของ 10%

โดยหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงคือ “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” หรือ NPL ที่ยังคงรักษาระดับไว้ที่ 0% ทั้งนี้บริษัทใช้ระบบบริหารจัดการความเสี่ยง ที่เข้มงวดเสมือนสถาบันการเงิน โดยมีการคัดกรองลูกค้าอย่างละเอียด

“เรายังคงดำเนินนโยบายแบบระมัดระวัง หากมีเคสเข้ามา 100 ราย เราอาจปัดตกไปกว่า 50 ราย เพื่อเลือกเฉพาะลูกค้าที่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแรงและมีศักยภาพจริงๆ การคุมหนี้เสียคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้บริษัทเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ บริษัทยังมี Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การตรวจสอบราคาสินค้าที่แม่นยำ ไปจนถึงตลาดรองที่มีประสิทธิภาพรองรับสินค้าในกรณีที่เกิดการค้างชำระ” นายปพน กล่าว

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการยกระดับการบริการ บริษัทได้เปิดตัว Personal Assistant (PA) หรือเลขาส่วนตัว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าถึงหน้าเคาน์เตอร์แบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้า โดยหน้าที่ของ PA คือการให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา และดำเนินการชำระเงินแทนลูกค้า ณ ร้านค้าที่ลูกค้าต้องการ

โดยกลยุทธ์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่กลุ่มสินค้ามือหนึ่ง มากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล โดยลูกค้าเพียงวางเงินดาวน์ 30-50% ก็สามารถเป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์เนมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสะสมเงินก้อนหรือใช้วงเงินบัตรเครดิตจนเต็ม

นายปพน กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้เศรษฐกิจจะฝืดเคือง แต่ทำไมคนไทยยังแห่ซื้อแบรนด์เนม? สินค้าลักชัวรี่ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าฟุ่มเฟือย แต่คือ “การลงทุน” และ “การสร้างโอกาส” สินค้าบางรายการ โดยเฉพาะในกลุ่ม Influencer รุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ปัจจุบันฐานลูกค้าหลักของบริษัทอยู่ในช่วงอายุ 30-40 ปี คิดเป็นสัดส่วน 50% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME และมนุษย์เงินเดือน

ทั้งนี้ในปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรทางกลยุทธ์ ประมาณ 3-4 ราย ทั้งในกลุ่ม Non-Bank และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเข้ามาร่วมทุนและเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนและระบบบริหารจัดการ โดยตั้งเป้าต้องการแหล่งเงินทุน ที่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายพอร์ตสินเชื่อ

สำหรับผลประกอบการที่ผ่านมาถือว่าเติบโตได้อย่างน่าสนใจและสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายขยายพอร์ตสินเชื่อให้เติบโตแบบก้าวกระโดดจาก 200 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2569 หรือเติบโตขึ้น 100%

“เป้าหมายสูงสุดคือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2571-2572 โดยบริษัทตั้งเป้าจะครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้ 1-2% จากมูลค่าตลาดแบรนด์เนมรวมในประเทศไทยที่สูงถึง 2 แสนล้านบาทเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อเพื่อคนรักแบรนด์เนมอย่างครบวงจรรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย”นายปพน กล่าวทิ้งท้าย

columnist

น่าสนใจสำครับคุณ