เอกศักดิ์ แก้วเกต ‘นัมเบอร์วัน การส่งออกผลิตภัณฑ์จากข้าว’
หากเอ่ยชื่อ ขนมข้าวอบกรอบ “ชินมัย” เชื่อว่า ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ หลายคน คงคุ้นชื่อและรู้จักกันดี ในฐานะ ที่เป็นแบรนด์ขนมข้าวอบกรอบแสนอร่อย ที่ถูกอกถูกใจทุกคน ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่มาจาก “ข้าว” ภายใต้การบริหารของ บริษัท นำเชา ประเทศไทย จำกัด ที่วันนี้ มีการส่งออกผลิตภัณฑ์จากข้าว ไปแล้วมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากข้าว อันดับ 1ของไทย
เอกศักดิ์ แก้วเกต รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท นำเชา ประเทศไทย เล่าให้กับ “บางกอกทูเดย์” ฟังว่า นำเชา ประเทศไทย ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 36 ปีที่แล้ว หรือในปี 1989 “เป็นการลงทุนครั้งแรกของนำเชากรุ๊ป ที่ออกมานอกไต้หวัน และเช้ามาในประเทศไทย ครั้งแรกเมื่อ 36 ปีก่อน โดยเราเริ่มต้นผลิตสินค้าจาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่าง หมี่จัง ก่อนจะมีไลน์การผลิตอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น ข้าวอบกรอบ ชินมัย รวมถึงล่าสุด ขนมข้าวอบกรอบ Bin Bin Rice Cracker ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่ล่าสุด ของทางบริษัทฯ”
การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ขนมข้าวอบกรอบ แบรนด์ใหม่ล่าสุด นอกจากจะเป็นหนึ่งในความสำเร็จของบริษัท นำเชา ประเทศไทย ในการนำข้าวหอมมะลิไทยแปรรูป ส่งออกไปทั่วโลกแล้ว รองกรรมการผู้จัดการฯ กล่าวด้วยว่า ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า บริษัท นำเชา คือผู้นำการส่งออกผลิตภัณฑ์จากข้าว อันดับ 1 ของประเทศไทย “เราพร้อมเดินหน้าขยายตลาดของแบรนด์ Bin Bin อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงศักยภาพของแบรนด์ไทยและสินค้าจากประเทศไทย ว่าสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล”
ตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย
ปัจจุบันบริษัท นำเชา ประเทศไทย มีกำลังการผลิตสินค้ารวมกว่า 36,000 ตันต่อปี โดยกว่า 18,000 ตันต่อปี เป็นผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจากข้าว ซึ่งใช้ข้าวไทยที่มีจุดเด่นด้านความหอมและรสชาติเป็นวัตถุดิบหลัก ขณะเดียวกัน ยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก “ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของเรา ได้อย่างดี และในปีนี้ เรามุ่งเน้นการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง อาทิ ยุโรป และตะวันออกกลาง พร้อมตั้งเป้าเพิ่มยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์จากข้าวไม่ต่ำกว่า 20% ภายในสิ้นปี” รองกรรมการผู้จัดการ ฯ กล่าว
ผู้บริหาร บริษัท นำเชา ประเทศไทย กล่าวด้วยว่า หนึ่งในประเทศที่ ทางบริษัทฯ มีการส่งผลิตภัณฑ์ ไปจำหน่าย ก็คือ สิงคโปร์ “เรามีการส่งออกไปสิงคโปร์ มานานกว่า 30 ปีแล้ว รวมถึง ยังมีการส่งออกไปยังอเมริกา ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักของเรา โดยตัวสินค้าที่ส่งไปขายยังต่างประเทศ จะมีรสชาติที่แตกต่างกัน ไม่เหมือนกับในประเทศไทย และไม่ใช่แค่ ขนมข้าวอบกรอบ ที่เราส่งออกไปยังต่างประเทศ ยังมีผลิตภัณฑ์ ประเภท บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในหลากหลายรูปแบบด้วย”
สัดส่วนตลาดต่างประเทศ และ ในประเทศ
หากพูดถึงแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ฯ รองกรรมการผู้จัดการ อธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ “อันดับแรก ประเภท แสน็ก ที่ประกอบด้วยแบรนด์ ชินมัย บินบิน (Bin Bin) และ ปากุแปง (Pakupang) ที่เป็นขนมปังสไลท์บางกรอบ ที่ได้ Know-how จากญี่ปุ่น รวมถึง ประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ประกอบด้วย 3 แบรนด์หลัก คือ Little Cook Little Cook Chef และ หมี่จัง ส่วนอันดับที่ 3 จะเป็นประเภทขนมข้าวอบกรอบสำหรับเด็ก อย่าง Happy Bite รวมถึง Super Bite ที่เป็นสมาร์ทแสน็ก รวมถึง แบรนด์ นำเชา ที่เราขายในลักษณะ Food Service หรือ ประเภทวัตถุดิบ ซึ่งในส่วนนี้ จะขายอยู่ในต่างประเทศเท่านั้น” รองกรรมการผู้จัดการ ยังกล่าวอีกว่า วันนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีการพัฒนาแนวคิดในเรื่องการส่งออก “Testy Thai Healthy World” หรือ ความเป็นไทยที่มีรสชาติอร่อย เข้ามาเป็นตัวผลักดันสินค้าส่งออกของบริษัท ด้วย โดยทั้งหมดจะใช้วัตถุดิบ ข้าวในประเทศไทย เป็นหลัก”
สำหรับมูลค่าการส่งออกของบริษัทฯ ตอนนี้อยู่ที่ 3,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนหลักของทางบริษัทฯ ขณะที่มูลค่าการจำหน่ายภายในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท “ในส่วนของตลาดในประเทศไทย ตลาดแสน็กประเภทขนมข้าวอบกรอบ เรียกว่า เป็นตลาดที่ค่อนข้างเล็ก โดยมีมูลค่าตลาดรวมแค่ 1,000 ล้านบาท เท่านั้น”
ความท้าทาย กับตลาดส่งออกในวันนี้
อาจเรียกได้ว่า บริษัท นำเชา ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของ สินค้าประเภท Rice Cracker มานานกว่า 17 ปี ตามตัวเลขของกรมส่งเสริมการส่งออก “ที่ผ่านมา เรามีความท้าทายในเรื่องของความต้องการของลูกค้าในต่างประเทศ อย่างเรื่อง ความปลอดภัยทางด้านอาหาร รวมไปถึง แพ็กเกจจิ้ง ที่มีความแอดว๊านซ์ กว่าของไทย ซึ่งเราต้องพยายามหาแหล่งผลิต จากซับพลายเออร์ ที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ ทำให้ เรากลายเป็นเจ้าแรกๆ ที่เปลี่ยนจากถ้วยบะหมี่จากโฟม มาเป็นกระดาษ และตอนนี้ เรากำลังพัฒนาให้ตัวแพ็กเกจนี้ สามารถเข้าไมโครเวฟ ได้ทั้งหมด รวมไปถึง การพัฒนาวัตถุดิบในการบรรจุอาหาร ที่นอกจากจะต้องปลอดภัยแล้ว ยังต้องรักษาเรื่องของสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย ซึ่งถือเป็นความท้าทาย ที่เราเอง ต้องพยายามปรับตัว และพัฒนาเรื่องเหล่านี้ ไปพร้อมกัน”
จีน–ภาษีนำเข้าสหรัฐ ความท้าทายที่ต้องรับมือ
คู่แข่ง เป็นอีกหนึ่งประเด็น ที่ทางผู้บริหาร บริษัทฯ มองว่า เป็นความท้าทายสำคัญ “จีน เป็นคู่แข่งทางการค้าสำคัญของเรา โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดประเด็น การปรับภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ครั้งล่าสุด ทำให้ทางบริษัทส่งออกสินค้าของจีน ต้องพยามมองหาตลาดใหม่ มาชดเชยการส่งออกไปอเมริกา ทำให้ ประเทศในกลุ่มยุโรป และ เอเชีย หรือแม้แต่ในประเทศไทย ก็ได้เป็นหมุดหมายใหม่ของการส่งออกจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายที่เราเจอ และต้องมองหาวิธีการจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ต่อไป”
เช่นเดียวกับ ประเด็นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่ส่งผลกระทบกับการส่งออกของทางบริษัท ทางด้านผู้บริหาร ยอมรับว่า เป็นอีกหนึ่งผลกระทบ ที่ส่งผลโดยตรงถึงทางบริษัท “ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ ก็คือพยายามที่จะไม่สร้างสงครามด้านราคา ขณะเดียวกัน ผมก็มองว่า สินค้าไทย โดยเฉพาะ สินค้าจากนำเชาของเรา เป็นสิ่งที่ลูกค้ายอมจ่ายอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าคนอื่น เพราะเป็นการแลกกับความมั่นใจในคุณภาพสินค้า รวมถึงความปลอดภัย ซึ่งสินค้าของเราส่วนใหญ่จะเป็นสินค้า Non GMO ด้วย ในขณะที่แบรนด์คู่แข่ง ยังคงมีเรื่องของข้อจำกัด และบางที ก็ยังไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นกลุ่มเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ซึ่งเราจะมีการตรวจสอบ ทั้งเรื่อง โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง โดยเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องหลังบ้านที่เราทำอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราจึงมั่นใจ ในสินค้าของเรา ที่นำเสนอกับลูกค้าต่างประเทศอยู่แล้ว”
อย่างไรก็ดี วันนี้ บริษัท นำเชา ประเทศไทย จำกัด ไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ที่ผลิตจากข้าวหอมมะลิ ของไทยเท่านั้น ทว่า ยังเป็นบริษัรับผลิตสินค้าในรูปแบบ OEM ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ที่มีมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านบาท จึงถือเป็นบริษัท ที่ไม่เพียงจะดึงเม็ดเงินต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทยเท่านั้น ทว่า เรียกได้ว่า เป็นผู้มีส่วนในการสร้างคุณค่าพร้อมๆ กับการเพิ่มช่องทางการขายให้กับ ข้าวหอมมะลิ ของไทย อีกด้วย
***************************
