เมื่อโลกปฏิเสธอิสราเอล
แม้จะเป็นข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเพียง 2 สัปดาห์ แต่ทั้งสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต่างก็เคลมว่าเป็นชัยชนะของแต่ละฝ่าย สำหรับสงครามใหญ่ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2569
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เอ่ยวาจาหลังจากประกาศหยุดยิงกับอิหร่านว่า ไม่มีข้อสงสัยใดๆเลยว่าสหรัฐฯได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด แถมยังโม้ด้วยว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจะได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมภายใต้ข้อตกลงนี้ ไม่เพียงเท่านั้นสหรัฐฯจะช่วยสนับสนุนการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ
ข้างฝ่ายอิหร่านที่เคยปฏิเสธการหยุดยิงชั่วคราวเพราะมองว่าเป็นการพักรบเพื่อสะสมอาวุธใหม่ของศัตรู แต่กลับยอมทำข้อตกลงเพราะอิหร่านได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ สามารถบีบให้สหรัฐฯ ยอมรับแผน 10 ข้อของอิหร่าน
แล้ว “อิสราเอล”ที่เป็นผู้ดึงสหรัฐฯมาร่วมกินโต๊ะรุมยำอิหร่าน เป็นตัวจุดชนวนสงครามครั้งนี้แม้ว่านายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู จะไม่ปฏิเสธหรือชื่นชมข้อตกลงดังกล่าว แต่ก็ยังยืนยันสิทธิ์ในการป้องกันตนเองล่วงหน้าจากภัยนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในขณะที่โลกมองว่าสหรัฐฯกำลังทิ้งให้อิสราเอลต้องรบอย่างโดดเดี่ยวหากยังกระหายสงครามที่ไม่มีวันชนะ
มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯที่เคยหลับหูหลับตาหนุนหลังอิสราเอลมาตลอดกำลังถอยห่างลูกรักอย่างอิสราเอล เหมือนที่ชาวโลกเริ่มตาสว่าง เริ่มรังเกียจ ไม่อยากคบหาอิสราเอลกระนั้นหรือ
ทำไมโลกจึงปฏิเสธอิสราเอล เป็นคำถามใหญ่ของยุคสมัยที่สะท้อนความย้อนแย้งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างเจ็บปวด เพราะชาวยิวซึ่งเคยเป็น “เหยื่อ” ของการกดขี่และความรุนแรงมายาวนาน กำลังกลายเป็น“ผู้กระทำ”เสียเอง
ภาพจำของชาวยิวในอดีตคือผู้เคยทุกข์ยาก เคยเร่ร่อน เคยเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ยุค “นาซี”ภายใต้ระบอบของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่คร่าชีวิตชาวยิวไปกว่า 6 ล้านคน เหตุการณ์นั้นสร้างความเห็นอกเห็นใจจากนานาประเทศ และกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้เกิดการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปี 1948 เพื่อเป็นบ้านของชาวยิวทั่วโลก
แต่การแบ่งดินแดนปาเลสไตน์เพื่อจัดตั้งรัฐยิวโดยการสนับสนุนของสหรัฐฯ ได้สร้างความขัดแย้งกับชาวอาหรับในพื้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรสงครามที่ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นการบุกรุกดินแดนและเข่นฆ่าประชาชนชาวปาเลสไตน์โดยกองทัพอิสราเอล
ข้อกล่าวหาที่อิสราเอลเผชิญอยู่คือการใช้กำลังทหารเกินกว่าเหตุ การขยายเขตตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์ และการปิดล้อมฉนวนกาซา ซึ่งหลายองค์กรระหว่างประเทศมองว่าอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่ องค์กรNGOอย่าง Human Rights Watch เคยรายงานว่ามีลักษณะคล้ายการแบ่งแยกเชื้อชาติ
ความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในปาเลสไตน์ แต่ยังลุกลามไปถึงอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลถือว่าเป็นศัตรูสำคัญเพราะมีโครงการพัฒนาด้านนิวเคลียร์ และยังกล่าวหาว่าอิหร่านให้การสนับสนุนกองกำลังตัวแทนภายนอกประเทศเช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ฮามาสในปาเลสไตน์ ฮูตีในเยเมน เพื่อทำสงครามตัวแทนกับอิสราเอล
นี่จึงเป็นเหตุผลที่อิสราเอลมักก่อสงครามกับหลายประเทศรอบข้างแบบชิง “เปิดก่อน”โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า เช่นเดียวกับการร่วมมือสมคบคิดกับสหรัฐฯลูกพี่ใหญ่ชิงถล่มอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในระหว่างกำลังเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าอับอายและความผิดต่อกติกาสากลที่โลกไม่ยอมรับ อีกทั้งยังพาให้สงครามขยายตัวเป็นสงครามตะวันออกกลาง มีผลต่อราคาน้ำมันที่สะเทือนเศรษฐกิจทั่วทั้งโลก
กระแสต่อต้านอิสราเอลไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้แต่ค่อยๆก่อตัวขึ้นในระดับโลก การกวาดล้างที่ฉนวนกาซาการเข่าฆ่าชาวปาเลสไตน์ก่อให้เกิดการเรียกร้องให้คว่ำบาตรสินค้าและสถาบันของอิสราเอล หลายมหาวิทยาลัยในยุโรปและอเมริกาเกิดการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง
ในระดับรัฐชาติ มีหลายประเทศที่แสดงท่าทีปฏิเสธหรืออย่างน้อยลดระดับความสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างชัดเจน กลุ่มประเทศอาหรับจำนวนมาก เช่น เลบานอน ซีเรีย อิรัก และคูเวต ไม่ยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอลมาอย่างยาวนาน ขณะที่อิหร่านประกาศชัดว่าอิสราเอลคือ “ศัตรู” และสนับสนุนกลุ่มต่อต้านในภูมิภาค
แม้ในโลกมุสลิมบางประเทศ เช่น ตุรกี หรือมาเลเซีย จะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการทูตในบางช่วงเวลา แต่กระแสสังคมภายในประเทศยังคงต่อต้านอิสราเอลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงในกาซา ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลเลย
ในยุโรป แม้รัฐบาลส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนอิสราเอล แต่กระแสประชาชนเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด การประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์เกิดขึ้นในลอนดอน ปารีส และเบอร์ลิน อย่างต่อเนื่อง หลายพรรคการเมืองเริ่มเรียกร้องให้ทบทวนการส่งอาวุธให้อิสราเอล หรือกดดันให้เคารพกฎหมายระหว่างประเทศมากขึ้น
กรณีของ “มัลดีฟส์” ที่ประกาศไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวอิสราเอลเข้าประเทศตั้งแต่ปี2568 ทั้งๆที่มียอดนักท่องเที่ยวชาวยิวนับหมื่นคน เป็นความกล้าหาญของประเทศเล็กๆในการแสดงจุดยืนต่อต้านความโหดร้ายและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์โดยกองทัพอิสราเอล
สำหรับประเทศไทย แม้รัฐบาลจะยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล แต่กระแสสังคมบางส่วนเริ่มตั้งคำถาม โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวอิสราเอลแห่ไปเที่ยวจำนวนมากในยุคฟรีวีซ่า เปลี่ยนความสงบให้กลายเป็นความวุ่นวายกลายเป็นถิ่นคนยิว
คนไทยเริ่มเกิดความกังวลเรื่อง“การตั้งถิ่นฐาน”และการยึดครอง เพราะมีการตั้งโบสถ์ยิว หรือชาบัดที่อำเภอปายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวยิวปีละกว่า 3หมื่นคน หรือมีการตั้งเนอร์สเซอรี่เถื่อนรับเลี้ยงเด็กยิวที่เกาะพะงัน
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าภาพลักษณ์ของอิสราเอล กำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยน” สำคัญ จากประเทศที่โลกเคยเห็นใจ กลายเป็นประเทศที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเวทีโลก อย่างไรก็ตามการอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นธรรมจำเป็นต้องมองทั้งสองด้าน เพราะอิสราเอลเองก็เผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงจริง ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย จรวดจากกลุ่มติดอาวุธ หรือความระแวงจากภันในอนาคต
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า โลกกำลังปฏิเสธอิสราเอลหรือไม่ แต่คือ “อิสราเอลจะเลือกเส้นทางใด” ระหว่างการยึดมั่นในความมั่นคงด้วยกำลังทหาร หรือการหาทางอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างสันติ เพราะในโลกยุคใหม่ ความชอบธรรมไม่ได้มาจากอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการยอมรับของประชาคมโลก
ประวัติศาสตร์ได้สอนเราว่าความเจ็บปวดในอดีตไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการสร้างความเจ็บปวดใหม่ให้กับผู้อื่น หากอิสราเอลต้องการรักษาความชอบธรรมที่เคยมีจำเป็นต้องทบทวนบทบาทของตนเองในเวทีโลก ก่อนที่คำว่า “เหยื่อ” จะถูกลบเลือนไปและแทนที่ด้วยภาพจำใหม่ในฐานะ “ฆาตรกร”ผู้เข่นฆ่าคนบริสุทธิ์
……………………
