เปิดปม “ดราม่าหมอดู” เมื่อความเชื่อ กลายเป็นช่องโหว่ของการล่วงละเมิด?
กลายเป็นข่าวฉาวสะเทือนวงการสายมูและความเชื่อ หลังนักธุรกิจหนุ่มวัย 32 ปี ออกมาร้องเรียนผ่าน “เพจสายไหมต้องรอด” โดยระบุว่า ถูกหมอดูชื่อดังในภาคเหนือ ซึ่งอ้างว่าสามารถมองเห็นอดีตชาติและรักษาอาการป่วยได้ ล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้ง ภายใต้คำอธิบายว่าเป็น “การแก้กรรม” และ “รักษาจากพลังอดีตชาติ”
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวอาชญากรรมหรือคดีส่วนบุคคลเท่านั้น แต่กำลังสะท้อน “โครงสร้างทางสังคม” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเชื่อ ความทุกข์ และอำนาจทางจิตวิทยาในสังคมไทยยุคปัจจุบัน
เมื่อความทุกข์ ทำให้คนพร้อม “เชื่อ”
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ คืออาการปวดหัวเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ทำให้ผู้เสียหายเริ่มแสวงหาทางออกจากทั้งศาสตร์การแพทย์และความเชื่อ
นักจิตวิทยามองว่า ในช่วงเวลาที่มนุษย์เผชิญ “ความทุกข์” หรือ “ความไม่แน่นอน” สมองจะเปิดรับความหวังทุกรูปแบบ โดยเฉพาะสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผลทั่วไป เช่น เรื่องกรรม พลังงาน หรืออดีตชาติ
ยิ่งหากผู้พูดมีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ มีชื่อเสียง หรือถูกยกให้เป็น “ผู้รู้” ก็ยิ่งทำให้ผู้คนลดกำแพงการตั้งคำถามลงโดยไม่รู้ตัว
⚠️ อำนาจของ “ผู้ศรัทธา” กับ “ผู้ถูกศรัทธา”
กรณีนี้สะท้อนชัดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง “ผู้ศรัทธา” และ “ผู้ถูกศรัทธา”
เมื่อใครสักคนเชื่อว่าอีกฝ่ายสามารถรักษาชีวิต ช่วยแก้กรรม หรือมองเห็นอนาคตได้ ความสัมพันธ์นั้นจะไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเท่าเทียมอีกต่อไป แต่กลายเป็นภาวะที่อีกฝ่ายมี “อำนาจทางใจ” เหนือผู้เชื่ออย่างมาก
สิ่งที่น่ากังวลคือ อำนาจลักษณะนี้ไม่มีใบอนุญาตควบคุม ไม่มีมาตรฐานกลาง และมักดำเนินอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “พิธีกรรม” กับ “การล่วงละเมิด” ถูกทำให้คลุมเครือได้ง่าย
ยุคโซเชียล ยิ่งสร้าง “หมอดูเซเลบ”
อีกประเด็นสำคัญ คือบทบาทของโซเชียลมีเดียที่ทำให้หมอดูหรือผู้มีความเชื่อบางคน กลายเป็น “เซเลบทางจิตวิญญาณ”
ยอดวิว ยอดแชร์ รีวิวจากผู้ติดตาม หรือคำบอกเล่าปากต่อปาก สามารถสร้างความน่าเชื่อถือมหาศาลได้ภายในเวลาไม่นาน
ในโลกออนไลน์ ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ตรวจสอบว่าใครมีองค์ความรู้จริง แต่ใช้ “ความนิยม” เป็นตัววัดความน่าเชื่อถือแทน
และเมื่อความเชื่อถูกผสมเข้ากับการตลาด การสร้างภาพลักษณ์ และคอนเทนต์เชิงอารมณ์ จึงยิ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากพร้อมเปิดใจเชื่ออย่างรวดเร็ว
️ “สายมู” ไม่ผิด แต่ต้องมีสติ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์มองว่า ความเชื่อไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและที่พึ่งทางใจของผู้คน แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ “ความศรัทธา” ถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจ ผลประโยชน์ หรือควบคุมผู้อื่น
โดยเฉพาะเมื่อมีการอ้างเรื่องกรรม อดีตชาติ หรือพลังเหนือธรรมชาติ เพื่อทำให้เหยื่อรู้สึกกลัว รู้สึกผิด หรือยอมจำนนต่อบางสิ่ง
บทเรียนสำคัญของสังคมไทย
คดีนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามกับวงการความเชื่อมากขึ้น
เพราะในยุคที่ผู้คนเครียด เหนื่อย และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “ที่พึ่งทางใจ” กลายเป็นสิ่งจำเป็น แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจกลายเป็น “พื้นที่เสี่ยง” หากขาดการตั้งคำถามและการปกป้องตัวเอง
ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมควรตระหนัก ไม่ใช่การต่อต้านความเชื่อ แต่คือการแยกให้ออกระหว่าง “ศรัทธา” กับ “การถูกครอบงำ” เพราะความเชื่อที่ดี ควรทำให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้ใครต้องสูญเสียศักดิ์ศรี ความปลอดภัย หรือบาดแผลทางใจ
