เขมือบเขากระโดง มันจบแล้วครับนาย..
เขากระโดงเป็นที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,083 ไร่ เป็นที่หลวงที่จัดสรรไว้เพื่อรองรับกิจการรถไฟในอดีตและสามารถพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจของภาคอีสานตอนล่าง แต่ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา กลับพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกบุกรุกจากหลายฝ่าย ตั้งแต่ประชาชนในพื้นที่ นายทุนท้องถิ่นและต่างถิ่น ไปจนถึงนักการเมืองระดับประเทศที่เข้าครอบครองแสวงหาประโยชน์ส่วนตนในรูปแบบต่างๆทั้งโดยทางตรงแบบเปิดเผยและผ่านนอมินี
ปี 2498 การรถไฟฯ ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน 5,083 ไร่ บริเวณเขากระโดง ว่าเป็นที่ดินของการรถไฟ ซึ่งประกาศไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6
ปี 2513 นายชัย ชิดชอบ อดีตนักการเมืองดัง บิดาของนายเนวิน และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปทำกิน ตกลงเช่าที่ดินการรถไฟ แต่ภายหลังมีการออกโฉนดที่ดิน
ปี 2522 รฟท.ได้เริ่มตรวจสอบการบุกรุกและขอคืนพื้นที่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งศาลศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาว่าเป็นที่ดินของรฟท.
ปี 2554 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) มีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดงที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ปี 2560 ศาลฏีกา ตัดสินชัดเจนว่าเป็นที่ดินบริเวณเขากระโดง 5,083 ไร่เป็นที่ดินของการรถไฟ ไม่สามารถออกโฉนดได้ และการออกโฉนดในอดีตเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิและชดใช้ค่าเสียหายแก่การรถไฟ
ปี 2566 ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาในคดีที่รฟท.ฟ้องกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน ออกเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ดินของรฟท. บริเวณพื้นที่ทางแยกเขากระโดงว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของรฟท. ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลฎีกา
ปี 2567 นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ดื้อแพ่งคำตัดสินของศาล กลับมีความเห็นว่า “เห็นสมควรไม่เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดง” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินเขากระโดง ก็ทำนิ่งเฉยไม่สั่งการใดๆ
ในพื้นที่เขากระโดง เป็นที่รับรู้กันทั้งประเทศว่า “ตระกูลชิดชอบ” คือผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่และได้ทุ่มทุนจำนวนมากเพื่อสร้างอาณาจักรกีฬา อาทิ สนามฟุตบอลบุรีรัมย์ สเตเดียม หรือปราสาทสายฟ้า(THUNDER CASTLE) ลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท เปิดดำเนินการปี 2555 สนามแข่งรถบุรีรัมย์ หรือ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท เปิดดำเนินการปี 2557
ทั้งสนามฟุตบอลและสนามแข่งรถที่สร้างชื่อเสียงและบารมีให้นายเนวินจนดูเหมือนว่าวางมือทางการเมืองแล้วและทุ่มเทเวลาให้การกีฬา แต่ในทางการเมืองก็รู้กันดีว่าคือเบอร์หนึ่งของพรรคภูมิใจไทย ที่มีบทบาททางการเมืองมาอย่างต่อเนื่องทั้งในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจนถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ก่อนจะมาแตกหักในรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร
เมื่อพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นรัฐบาลผันตัวเป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลก็เริ่มรื้อคดีเก่าเพื่อแสดงท่าทีจริงจังในการแก้ปัญหาที่ดินของรัฐ และตอบสนองแรงกดดันจากสาธารณชน
ตอนร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่พูด แต่พอพรรคภูมิใจไทยตีจาก พรรคเพื่อไทยคุมมหาดไทย คุมคมนาคมเสี่ยอ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯรักการการนายกฯ รมว.มหาดไทย จับมือกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนทันที เปิดยุทธการ “ตีหนู ดูดงูเห่า” วันที่ 1 สิงหาคม 2568 มหาดไทยสั่งเพิกถอนสิทธิที่ดินเขากระโดงคืนสู่การรถไฟฯ
วันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรมชงคณะรัฐมนตรีให้ย้ายนายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และโยกนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา มารับตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดินแทน
ที่น่าจับตาคือในช่วงเวลาเดียวกันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) เหมือนทำงานรับลูกกับมหาดไทยประกาศดำเนินการสอบสวนขยายผลข้อร้องเรียนที่ว่ามีบุคคลหรือนิติบุคคล ถือครองที่ดินจำนวนมากถึง 400 ไร่ในบริเวณเขากระโดง ซึ่งเป็นพฤติกรรมของ “นอมินี”ถือครองที่ดินแทนคนอื่น เข้าข่ายบุกทรัพยากรธรรมชาติและการฟอกเงิน
การประกาศเดินหน้าเพิกถอนสิทธิที่ดินครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมทันทีในพื้นที่โดยเฉพาะจากผู้มีบารมีในเขากระโดง ที่ออกมาประกาศนัดชุมนุมประชาชนผู้มีเอกสารสิทธิในพื้นที่เขากระโดง สร้างกระแส “รัฐไล่ที่ชาวบ้าน” และชูประเด็นความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการเพิกถอนสิทธิ และหวังเปิดเจรจาใหม่
นายเนวินให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ว่า “เราไม่ได้ไปยึดที่ใครมา ผมซื้อที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารสิทธิออกมาโดยรัฐ แล้ววันนี้รัฐจะกลับลำเอง ชาวบ้านเขาจะอยู่กันยังไง ที่ตรงนั้นมีโรงเรียน มีวัด มีสนามกีฬา มีบ้านคน ผมถามหน่อยว่ารัฐจะรับผิดชอบยังไง”
“นี่ไม่ใช่เรื่องของผมหรือตระกูลผมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของประชาชนหลายพันคน รัฐต้องคิดให้รอบด้าน ไม่ใช่เล่นการเมืองกับที่ดิน”นายเนวินกล่าว
ขณะที่นายอนุทินที่ตอนนี้พาพรรคภูมิใจไทยไปนั่งเก้าอี้ฝ่ายค้านในสภาได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ว่า “พรรคภูมิใจไทยไม่เคยสนับสนุนให้ใครไปบุกรุกที่ดินของรัฐ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่เขากระโดงมีความซับซ้อนทางกฎหมายและข้อเท็จจริง ต้องแยกให้ชัดว่าใครผิดใครถูก อย่าเหมารวมแล้วไปทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน”
แถมยังเตือนอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ด้วยว่า “ต้องดูตามกฎหมาย ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้า เซ็นแล้วผิดกฎหมาย หรือทำไปด้วยเจตนารมณ์ที่ไม่บริสุทธิ์ จงใจทำให้เกิดความเสียหาย หรือเป็นการกลั่นแกล้งกัน ก็ให้ดูว่าในสมัยก่อนมีอธิบดีกรมที่ดิน อดีตปลัดกระทรวง ต้องถูกโทษจำคุกเรื่องแบบนี้เราก็เห็นกันมาหมดแล้ว”
การเดินหน้ารื้อคดีเขากระโดงอย่างจริงครั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่านี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของพรรคเพื่อไทย ที่ทั้งสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย และลดอิทธิพลบารมีของพรรคภูมิใจไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วและกินลึกถึงวุฒิสภากรณี “สว.สีน้ำเงิน”จนกลายเป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจวางใจและปล่อยนิ่งเฉย
ยิ่งเมื่อมองถึงอนาคตของรัฐบาลผสมที่ไม่มีโอกาสยืนระยะให้ครบเทอม มองถึงปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจและการเมืองที่รออยู่ข้างหน้า ก่อนนับถอยหลังวัน “ยุบสภา”เพื่อเลือกตั้งใหม่ ภารกิจสำคัญคือ “เรียกคืนเขากระโดง” ที่ต้องทำให้จบโดยเร็ว
*************************
