อเมริกา-มาเร็วเคลมไว สงครามลวงโลก
สงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันแล้วจบลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลา 12 วัน ได้กลายเป็นฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในเวลาเดียวกันก็ถูกตั้งคำถามมากที่สุดเช่นกันว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่สร้างความเสียหายแก่ทั้งอิหร่านและอิสราเอล โดยมีมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องครั้งนี้ เป็นแค่ “ละครหุ่นเชิด”หรือ “สงครามลวงโลก”กันแน่
อิสราเอลชิงเปิดก่อนในยามรุ่งเช้าวันที่ 13 มิถุนายน 2025 ด้วยการส่งฝูงบิน F-35 เจาะทะลวงแนวป้องกันทางอากาศของอิหร่าน และทิ้งระเบิดใส่โรงงานยูเรเนียมที่เมืองฟอร์โด (Fordow) รวมถึงศูนย์วิจัยอาวุธที่เมืองอิซฟาฮาน (Isfahan) โดยอ้างว่าเป็นการ “โจมตีเชิงป้องกัน”เพื่อสกัดกั้นแผนการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเตหะราน
การอ้างเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯและลูกรักอย่างอิสราเอลได้ใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง “นิวเคลียร์” เป็นเหตุผลหลักในการจำกัดบทบาทของอิหร่านในภูมิภาค โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2018
สิ่งที่อิสราเอลและรัฐบาลวอชิงตันอาจประเมินผิด คือความสามารถในการตอบโต้ของอิหร่านที่ในครั้งนี้ไม่ได้มาในรูปแบบการใช้อาวุธผ่านตัวแทนอย่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน หรือกลุ่มชีอะห์ในอิรักและเยเมน หากแต่เป็นการยิงขีปนาวุธอย่างจงใจตรงเข้าสู่นครเทลอาวีฟ เมืองหลวงที่เทียบเท่ากล่องดวงใจของอิสราเอล และฐานทัพอากาศหลักของอิสราเอลเอง โดยเฉพาะฐาน “เนวาติม” ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ทำให้โลกภายนอกเริ่มตั้งคำถามว่า อิสราเอลที่เคยคุยโม้โอ้อวดว่าเหนือกว่าอิหร่านแต่กำลังเพลี่ยงพล้ำจริงหรือไม่
เมื่อสถานการณ์ดูไม่เป็นไปตามแผน การตอบโต้ของอิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้สหรัฐฯที่รู้กันทั้งโลกว่าคอยดันหลังอิสราเอล จะทิ้งก็ไม่ได้จะร่วมรบเต็มตัวก็ไม่ดี วอชิงตันจึงเลือกวิธีการ “เคลมไว” ใช้ปฏิบัติการ “Operation Midnight Hammer” ในวันที่ 22 มิถุนายน 2025 ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และ B-52 เข้าโจมตีเพียง 3 จุดกลางทะเลทรายที่ระบุว่าเป็นโรงงานผลิตนิวเคลียร์ลับของอิหร่านในFordow, Natanz และ Isfahan พร้อมประกาศผ่านทำเนียบขาวว่า “ภารกิจสำเร็จแล้ว” สามารถทำลายล้างได้เสร็จสิ้นและ “สันติภาพกำลังกลับมา”
ทว่าความเคลื่อนไหวของวอชิงตันกลับไม่ได้รับเสียงปรบมือหรือความเชื่อถือมากนัก โดยเฉพาะเมื่อสื่อสิ่งพิมพ์สายทหารในสหรัฐฯเอง รายงานโดยอ้างเอกสารจากกระทรวงกลาโหมหลุดออกมา ระบุว่าการโจมตีทั้งสามเป้าหมายดังกล่าวนั้น “มีการจัดฉาก” โดยเป้าหมายหนึ่งที่ทิ้งระเบิดเป็นแค่ “โรงงานร้าง”ที่เลิกใช้งานแล้วตั้งแต่ปี 2022 โดยคำสั่งระดับสูงคือ “หลีกเลี่ยงการทำลายล้างจริง เพราะเกรงจะจุดชนวนสงครามเต็มรูปแบบกับพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาค”
สหรัฐฯทิ้งระเบิด GBU‑57 MOP จำนวน 14 ลูกๆละประมาณ 4,000 ล้านบาท ที่อ้างว่าสามารถเจาะทะลุทลวงคอนกรีตใต้ดินได้ลึกหลายสิบเมตร แต่อิหร่านบอกชั้นใต้ดินของข้าลึก 80-90 เมตร และความจริงย้ายของหนีล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว เท่ากับสหรัฐฯเผางบทิ้ง 5-6 หมื่นล้านบาท
สิ่งที่ยิ่งทำให้ผู้คนตั้งคำถาม คือการตอบโต้ของอิหร่านที่ตามมาอย่างรวดเร็วในรูปแบบที่เหมือนจะตอบแทนอย่างเท่าเทียม โดยการยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศกาตาร์ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต และไม่มีความเสียหายสำคัญใดๆ
รายงานของ CNN ระบุว่าก่อนหน้านั้นไม่ถึง 30 นาที มีการอพยพทหารอเมริกันออกจากฐานเป็นจำนวนมากอย่างลับๆ จนผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การโจมตีของอิหร่านครั้งนี้อาจเป็นการสมรู้ร่วมคิดระดับหนึ่ง เพื่อลดแรงกดดันจากฝ่ายภายใน ทั้งของอิหร่านเองและของรัฐบาลสหรัฐฯ
แม้หลังจากทรัมป์ประกาศว่าสันติภาพกลับมาแล้ว แต่ถูกหักหน้าจากทั้งอิหร่านและอิสราเอลที่ยังถล่มขีปนาวุธใส่กันจนผู้นำสหรัฐควันออกหูหลุดคำว่า F_ _K ผ่านสื่อไปทั่วโลก สุดท้ายทั้งสองประเทศได้หยุดยิงกันเฉยๆโดยยังไม่มีการอธิบายสาเหตุหรือข้อตกลงใดๆ
คำถามใหญ่ที่ตามมาคือ สหรัฐฯ ต้องการอะไรจากสงครามนี้? หากไม่ใช่การล้มรัฐบาลอิหร่าน หรือทำลายแหล่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้สิ้นซาก แล้วทำไมต้องเข้าร่วมโจมตีในลักษณะ “ตีหัวเข้าบ้าน” แล้วรีบประกาศสันติภาพทันที คำตอบที่นักวิเคราะห์หลายคนสันนิษฐานตรงกันคือ วอชิงตันต้องการแสดงศักยภาพในการควบคุมวิกฤติ เพื่อหวังผลทางการเมืองภายใน และรักษาผลประโยชน์ในตะวันออกกลางโดยไม่ต้องเสี่ยงสู้ศึกหลายด้าน
ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านด้านเศรษฐกิจและการฟื้นตัวหลังวิกฤติเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ผันผวน การเปิดฉากสงครามใหญ่เต็มรูปแบบในตะวันออกกลางย่อมกระทบต่อตลาดน้ำมันและการลงทุนอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อจีนและรัสเซียจับตามองและพร้อมเคลื่อนไหว ทั้งในเวทีเศรษฐกิจและการทูต การแทรกแซงในแบบ “มาเร็ว เคลมไว” จึงเป็นกลยุทธ์ที่สหรัฐฯ เลือกใช้เพื่อให้โลกเชื่อว่า ยังมีบทบาทในการควบคุมเกมอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อถือของชาวโลกในสหรัฐฯ กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปิดโปงข้อมูลภายในของเพนตากอน ความคลุมเครือของเป้าหมายการโจมตี การตอบโต้ที่ดูเหมือนเป็นการแสดง และบทบาทของทรัมป์ที่กลับมาอย่างไม่เป็นทางการ ล้วนทำให้ผู้คนตั้งคำถามต่อความจริงของสงครามครั้งนี้ว่า มันเป็นการสู้กันจริงๆ หรือเพียง “การจำลองวิกฤติ” หรือ War Show เพื่อสร้างภาพลักษณ์ “พระเอกของโลก” พ่วงกับการขายขีปนาวุธรุ่นใหม่ให้อิสราเอลและตลาดโลก
ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าเหนือเตหะรานและเทลอาวีฟกลับมาเงียบสงบ ไม่มีเสียงไซเรนเขย่าขวัญ ไม่มีเสียงระเบิดและควันไฟ ความหวั่นกลัวว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะขยายตัวเป็น “สงครามโลกครั้งที่3”ได้คลี่คลายลง แต่คงไม่อาจยุติ “สงครามลวงโลก”ที่อาจจะถูกจุดขึ้นมาใหม่ได้ทุกเมื่อเพียงเพื่อคงความเป็นมหาอำนาจ แม้โลกจะรู้ทัน !?!
********************

