อีกไม่นานก็ล่ม! กองทุนประกันสังคม
นึกว่าจะมีแต่บรรดา “บอสThe iCon” ที่เจอข้อหาขบวนการแชร์ลูกโซ่ต้มตุ๋นคนทั้งเมือง กับ “ทนายตั้ม” ที่ไปหลอกเอาเงินจากเศรษฐีนีไทยในฝรั่งเศสมาใช้จ่ายกินหรู อยู่สบาย แต่วันนี้คนไทยอีก 25 ล้านคนที่เป็น “ผู้ประกันตน”เป็นสมาชิกในกองทุนประกันสังคมได้หูตาสว่างแล้วว่า บรรดาผู้บริหารกองทุนจำนวนมหาศาล 2.3 ล้านล้านบาทที่เป็นเงินสะสมของคนทำงาน ก็คงมีชีวิตที่อิ่มเอมเปรมปรีย์ไม่แพ้กันเพราะมีการผลาญงบบริหารจัดการปีละกว่า 6,000 ล้านบาท
ต้องปรบมือให้กับคณะกรรมาธิการการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะไอซ์ -รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ที่ทำการบ้านกันมาอย่างดีและเอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณชนแทนที่จะเอาไปคุยกันเงียบๆในสภาว่า การใช้งบประมาณในการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมยังมีบางส่วนที่เป็น “หลุมดำ” ที่ดูดกลืนเงินของผู้ประกันตนไปแบบไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่า
ตัวเลขที่รับรู้แล้วเจ็บปวดใจคือรายจ่ายของสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 4,000 ล้านบาทในปี 2563 เพิ่มเป็น 5,281 ล้านบาทในปี 2564 ขยับขึ้นเป็น 5,332 ล้านบาทในปี 2565 แล้วพุ่งเป็น 6,614 ล้านบาทในปี 2566 ก่อนจะลดเหลือ 5,284 ล้านบาทในปี 2567 แต่พบว่ามีค่าตอบแทนประจำปีหรือ “โบนัส” 131 ล้านบาทสำหรับผลการทำงานอันดีเลิศ
ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างจำเป็นและมีเหตุมีผลย่อมเป็นที่เข้าใจ แต่การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายและดูเหมือนจะมี “เงินทอน”อย่างน่าตรวจสอบเชิงลึก ผู้ประกันตน 25 ล้านคนก็อยากได้คำตอบ อาทิ การขยันดูงานต่างประเทศแล้วทำไมต้องบินชั้นเฟิร์สคลาส นอนโรงแรมระดับ5ดาว เมื่อเทียบกับสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี บินไปประชุมที่สหรัฐอเมริกายังบินระดับบิสสิเนสคลาส
หมายเลขโทรศัพท์ Call Center 1506 ที่โทรไม่ค่อยติด มีแต่ระบบตอบรับอันโนมัติ รอนานกว่าจะได้คุยกับคนเป็นๆทำไมต้องจ่ายปีละ 100 ล้านบาท และงบประชาสัมพันธ์ที่ตั้งเอาไว้ปีละกว่า 100 ล้านบาทชาวบ้านกลับไม่ค่อยรับรู้เรื่องประกันสังคม โดยเฉพาะการจัดพิมพ์ “ปฏิทินประกันสังคม”ที่ผลาญงบไปล่าสุด 55 ล้านบาทแต่ผู้ประกันตนไม่เคยได้รับ แถมนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นักการเมืองผู้มานั่งคุมสำนักงานประกันสังคมและร่วมคณะบินดูงานด้วยชั้นเฟิร์สคลาสอ้างว่า เอาปฏิทินไปแจกเกษตรกร 12 ล้านคนในชนบทที่ห่างไกลโซเชียลนั้น ยิ่งกลายเป็นตลกร้ายที่ผู้ประกันตนฟังแล้วอยากจะร้องไห้
ถ้านายพิพัฒน์จะปล่อยให้ปลัดกระทรวงแรงงานแถลงแก้ตัวไปเรื่องนี้คงค่อยๆลดกระแส แต่เพราะการตอบโต้ว่าฝ่ายค้านเอาเรื่องที่ควรพูดในสภามาตีนอกสภา เอาเรื่องหยุมหยิมมาพูด มีเจตนาดิสเครดิต การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆเป็นไปตามระเบียบและเป็นสิทธิของรัฐมนตรีที่จะบินเฟิร์สคลาส ก็เลยเป็นการเรียกคณะทัวร์มาลง แบบเดียวกับที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบโต้เรื่องที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และเอ่ยคำว่า “หน้าตัวเมีย”กับคนที่ออกมาเผยเรื่องสนามกอล์ฟที่เขาใหญ่ทับที่ส.ป.ก.
นายพิพัฒน์ในฐานะรัฐมนตรีแรงงานแทนที่จะไปเออออกับข้าราชการประจำและเจ้าหน้าที่ที่แสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนฯ ควรจะทำหน้าที่ตรวจสอบการรั่วไหล การทุจริตคอร์รัปชั่น หาทางประหยัดงบรายจ่ายคุมค่าใช้จ่ายของสปส.ให้อยู่ในระดับไม่เกินปีละ 3,000 ล้านบาท เพราะมีการศึกษาพบว่าที่ผ่านมาสปส.ใช้เงินในการบริหารจัดการมากกว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ใช้รวมกันสองหน่วยงาน
สปสช.ใช้งบในการบริหารจัดการสวัสดิการรักษาพยาบาลของคนจำนวนกว่า 50 ล้านคน ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาทเศษ ส่วนกบข. ใช้งบบริหารจัดการบำเหน็จบำนาญข้าราชการปีละ 1,600 ล้านบาท รวมสองหน่วยงานใช้งบประมาณ 3,600 ล้านบาทไม่ถึง 4,000 ล้านบาท แต่ สปส.หน่วยงานเดียวดูแลสมาชิก 25 ล้านคน ใช้งบมากกว่า 5,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ในฐานะเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีที่ร่วมนั่งประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลทุกสัปดาห์ นายพิพัฒน์ควรจะเป็นปากเสียงไปเร่งรัดเงิน 6-7 หมื่นล้านบาทที่รัฐบาลค้างจ่ายสมทบโดยไม่เสียดอกเบี้ยแม้สักบาทเดียว แต่ถ้าเป็นนายจ้างค้างจ่ายต้องถูกปรับร้อยละ 2 ต่อเดือน ถ้าเร่งรัดมาได้กองทุนฯสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนได้ผลตอบแทนกลับมาปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถยืดอายุกองทุนประกันสังคมไม่ให้ถึงทางตันหรือต้องล่มในอนาคต
ที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นจากหลายสถาบันบ่งชี้ว่าในอนาคตจะเกิดความเสี่ยงว่าเงินในกองทุนประกันสังคมจะล้มในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีรายได้ไม่พอจ่ายให้กับผู้ประกันตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี “เงินบำนาญชราภาพ” ซึ่งสมาชิกวัยเกษียณจำนวนมากอาศัยเงินรายเดือนส่วนนี้ในการยังชีพ แม้แต่สปส.เองก็รู้ดีว่าถ้าปล่อยไปเรื่อยๆไม่ทำอะไรกองทุนฯจะพบกับวิกฤติในอนาคต ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึงรัฐจะต้องเลือกระหว่างการลดสิทธิประโยชน์หรือขึ้นอัตราสมทบ เพื่อทำให้รายได้เพียงพอกับรายจ่าย
วันนี้นักการเมืองกับผู้บริหารกองทุนประกันสังคมอ้างว่าบินไปดูงานต่างประเทศเพื่อไปดูความสำเร็จของหลายประเทศในเรื่องประกันสังคม เพื่อนำมาปรับปรุงระบบการทำงานในไทย แต่สิ่งที่ประชาชนรับรู้คือการผลาญงบประมาณ ความไม่โปร่งใส การพยายามรักษาผลประโยชน์ของนักการเมือง ข้าราชการประจำ และเจ้าหน้าที่ประกันสังคมมากกว่าผู้ประกันตน
เมื่อผู้ประกันตนเริ่มตั้งคำถามต่อการบริหารจัดการภายในสำนักงานประกันสังคม หากไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ไม่มีการชี้แจงให้เกิดความเข้าใจและความสบายใจ อาจทำให้ผู้ประกันตนสูญเสียความเชื่อมั่น หรือถึงขั้นทำให้เกิดความไม่พอใจ ดังเช่นกระแสในโลกโซเชียลวันนี้ที่แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นต่อรัฐมนตรีแรงงาน ต่อปลัดกระทรวงแรงงาน ต่อเลขาธิการสปส.
อย่าให้ 25 ล้านคนต้องลุกขึ้นมาทวงถามสิทธิประกันสังคมนะ
——————————————-

