สหรัฐอเมริกา : มาเฟียโลก หรือจักรวรรดินิยมตัวแม่
เหตุการณ์วันที่ 3 มกราคม 2026 จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศในฐานะจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตีกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา และลักพาตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พร้อมภริยา ส่งตัวไปยังนครนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีในศาลสหรัฐฯ ภายใต้ข้อกล่าวหาก่อการร้ายด้านยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ
การกระทำดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและความมั่นคง หากยังตั้งคำถามอย่างรุนแรงต่อหลักอธิปไตยรัฐชาติและกติกาสากลที่โลกยึดถือมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยกติกาดังกล่าวสหรัฐฯคือตัวตั้งตัวตีในการยกร่างขึ้นมา
รัฐบาลวอชิงตันอธิบายปฏิบัติการนี้ว่าเป็นความจำเป็นด้านความมั่นคง และเป็นการนำผู้นำ “รัฐอาชญากร” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่สำหรับประชาคมโลกจำนวนมาก เหตุผลดังกล่าวกลับฟังไม่ขึ้นเพราะไม่ต่างจากวาทกรรมเดิมที่อดีตผู้นำสหรัฐฯเคยใช้มาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอิรักในปี 2003 ลิเบียในปี 2011 หรือซีเรียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสุดท้ายล้วนทิ้งคำถามค้างคาไว้ว่า เป้าหมายที่แท้จริงคือความมั่นคงของโลก หรือคือผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกากันแน่
“เวเนซุเอลา”ไม่ใช่ประเทศธรรมดาในสมการภูมิรัฐศาสตร์โลก เพราะเวเนซุเอลาครองปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก เคยเป็นชาติที่ร่ำรวยและมั่งคั่งในฐานะผู้ส่งออกพลังงานรายสำคัญของซีกโลกตะวันตก ทว่าการยึดกิจการน้ำมันเป็นของรัฐในสมัยประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เพราะต้องการรายได้จำนวนมหาศาลเข้าคลังเอาไปใช้นโยบายประชานิยมแทนที่จะรอส่วนแบ่งจากบริษัทน้ำมันข้ามชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นการต่อต้านจักรวรรดินิยมและทำตัวเป็นปรปักษ์สำคัญต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐไม่พอใจและทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
ตั้งแต่ยุคชาเวซ จนถึงนิโคลัส มาดูโร รัฐบาลการากัสหันไปกระชับความสัมพันธ์กับฝ่ายที่ไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ ทั้งจีน รัสเซีย ละตินอเมริกา และประเทศนอกขั้วตะวันตก โดยเฉพาะจีนกลายเป็นผู้ให้กู้และนักลงทุนรายใหญ่ของเวเนซุเอลาในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ ระบบโทรคทนาคม และรับซื้อน้ำมันในเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งช่วยให้เวเนซุเอลารอดพ้นจากแรงกดดันของมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่อง
มีข้อมูลว่าจีนได้ปล่อยกู้และให้ความช่วยเหลือเวเนซุเอลามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2007 และเวเนซุเอลายังคงเป็นหนี้จีนราว 60,000 ล้านดอลลาร์ ข้อตกลงพลังงานมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์ที่เพิ่งลงนามเมื่อปลายปี 2025 ยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ นี่คือบริบทสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯในครั้งนี้แท้จริงไม่ได้มุ่งเป้าไปที่มาดูโรเพียงคนเดียว หรือหวังดูดทรัพยากรจากเวเนซุเอลาเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการโจมตีอิทธิพลของจีนในละตินอเมริกาที่เข้ามาท้าทายระเบียบโลกเก่า
ข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดจึงถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เพราะปัญหา “เฟนทานิล”และ “โคเคน”ในสหรัฐฯ แทบไม่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาโดยตรง หากวอชิงตันต้องการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เครื่องมือทางกฎหมายและความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าการส่งกองทัพเข้าไปลักพาตัวผู้นำประเทศอื่น
หลังปฏิบัติการสำเร็จ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯจะเข้าไปบริหารเวเนซุเอลาอย่างไม่มีกำหนด เพราะใช้คำว่า “จนกว่าจะถึงเวลาที่สามารถถ่ายโอนอำนาจได้อย่างปลอดภัย เหมาะสมและรอบคอบ” พร้อมเปิดทางให้บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไปฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมัน และกำหนดให้เวเนซุเอลาส่งน้ำมันกลับสหรัฐฯ หลายสิบล้านบาร์เรลต่อปี
คำประกาศดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ไม่ต่างจากการประกาศสิทธิของเจ้าอาณานิคมในยุคจักรวรรดินิยม เพียงแต่เปลี่ยนฉากจากเรือปืนและผู้ว่าการอาณานิคม มาเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมกองกำลังพิเศษที่มีอาวุธทันสมัยร้ายแรงและบรรษัทข้ามชาติ
ปฏิกิริยาจากนานาชาติสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน รัสเซียออกแถลงการณ์ประณามว่านี่คือการรุกรานด้วยกำลังอาวุธอย่างโจ่งแจ้ง จีนระบุว่าสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตยของรัฐชาติอย่างร้ายแรง ขณะที่ประเทศในกลุ่ม Global South จำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า หากเวเนซุเอลาถูกกระทำเช่นนี้ได้โดยไม่มีความรับผิดชอบ วันหนึ่งประเทศของตนอาจตกเป็นเป้าหมายในลักษณะเดียวกันหรือไม่
ความกังวลยิ่งทวีคูณเมื่อทรัมป์ประกาศต่อสาธารณะว่า สหรัฐฯ พร้อมใช้กำลังกับประเทศอื่น ๆ อีก ทั้งเม็กซิโก คิวบา โคลัมเบีย อิหร่าน และแม้แต่แนวคิดการควบรวม “กรีนแลนด์”ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของเดนมาร์ก ถ้อยคำเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการไม่ยึดถือกติกาสากล คิดว่าตนเองเป็นผู้นำของชาติมหาอำนาจแล้วสามารถใช้อำนาจบาตรใหญ่ได้ และสะท้อนทัศนคติที่มองโลกผ่านเลนส์ของอำนาจดิบ มากกว่าความร่วมมือระหว่างประเทศ
นักวิเคราะห์มองว่าคำขู่ของทรัมป์ไม่ได้สะท้อนความมั่นใจของจักรวรรดิ หากแต่สะท้อนอาการตื่นตระหนกของมหาอำนาจที่รู้ดีว่าอำนาจของตนกำลังถูกกัดกร่อน “เปโตรดอลลาร์” กับความเป็นเจ้าระเบียบโลกเก่ากำลังถูกท้าทายด้วย เงินหยวน เงินรูเบิล และการค้าระหว่างประเทศนอกระบบดอลลาร์กำลังขยายตัว พร้อมกับระเบียบโลกใหม่
การบุกเวเนซุเอลาจึงอาจถูกมองว่าเป็น “การดิ้นรนในวาระสุดท้าย” ก่อนระเบียบโลกแบบอเมริกันจะเสื่อมสลายอย่างถาวร ยิ่งใช้กำลังกดขี่มากเท่าไร ก็ยิ่งเร่งการรวมตัวของฝ่ายต่อต้านเร็วขึ้นเท่านั้น จีนในฐานะผู้เสียประโยชน์โดยตรงย่อมไม่ยอมปล่อยให้เงินลงทุนกว่าแสนล้านดอลลาร์ และข้อตกลงพลังงานมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์ที่เพิ่งลงนามกับมาดูโรเมื่อ 27 ธันวาคม 2025 ต้องสูญเปล่า การตอบโต้ด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการค้า ด้วยเทคโนโลยี ด้วยการระงับส่งแร่หายาก และการเร่งกระบวนการ “เทดอลลาร์” คือสิ่งที่สหรัฐฯต้องเผชิญแน่
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่อนาคตของเวเนซุเอลาเพียงประเทศเดียว หากแต่คือบรรทัดฐานใหม่ที่สหรัฐฯ กำลังพยายามสร้าง หากโลกยอมรับว่าลักพาตัวผู้นำประเทศอื่นด้วยข้อกล่าวหาที่ถูกยัดเยียดคือความถูกต้อง การเข้ายึดครองประเทศอื่นเพื่อปล้นเอาน้ำมันคือเรื่องที่ต้องก้มหน้าไม่คัดค้าน นั่นเท่ากับยอมรับว่า “มาเฟียอยู่เหนือกฎหมาย” และระเบียบโลกที่อ้างว่าตั้งอยู่บนกติกาและหลักนิติธรรมก็ไม่เหลือความหมายอีกต่อไป
จะอย่างไรก็ตามวันที่ 3 มกราคม 2026 ไม่ใช่วันแห่งชัยชนะของสหรัฐอเมริกา หากแต่เป็นวันที่เปิดเผยธาตุแท้อย่างสมบูรณ์ของสหรัฐอเมริกาในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ มิใช่ผู้นำโลกเสรี แต่กำลังทำตัวเป็นนักล่าอาณานิคมยุคใหม่ เป็น “มาเฟียโลก”ที่ใช้กำลังแทนเหตุผล เป็น “จักรวรรดินิยมตัวแม่”ที่พร้อมปล้นทรัพยากรชาติอื่นอย่างไม่ระอายใจ
วันนี้ชาวอเมริกันยังรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่หรือไม่ สภาคองเกรสยังเหลือศักดิ์ศรีที่จะดำรงความเป็นชาติผู้ส่งออกประชาธิปไตยแค่ไหน และสหประชาติยังจะสามารถแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นเวทีโลกได้อย่างไร
*******************************
