“สตง.”แปลว่าอะไร ยุบทิ้งดีไหม?
“ตึกสตง.ถล่ม” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในแผ่นดินสยามทำให้คนทั้งประเทศหูตาสว่าง องค์กรอิสระที่เชื่อว่าทำหน้าที่ปราบโกง ช่วยตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของประชาชน กลายเป็นองค์กรที่เน่าเฟะ เพราะยิ่งขุดยิ่งพบว่าการสร้างอาคารหลังนี้ผิดปกติตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เน่าทุกชั้นและน่าจะมีเงินทอนทุกกระบวนการ
องค์กรที่สังคมเคยให้เกียรติแต่วันนี้พบว่าธาตุแท้ทำตัวเป็น “เทวดา”อยู่เหนือข้าราชการทั้งประเทศ เห่อเหิมว่าถือกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย ทำตามอำเภอใจได้ไม่ผิดด้วยการอ้างกฎระเบียบ ต้องการสร้างสำนักงานใหม่แทนที่จะประหยัดงบประมาณใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าเหมือนเวลาไปตรวจสอบข่มขู่ข้าราชการตัวเล็กๆ แต่งานของตัวเองกลับฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย คิดสร้างสวรรค์วิมาน 30 ชั้น ผลาญงบกว่า 2,500 ล้านบาทจนฟ้าดินลงโทษให้กลายเป็นซากอิฐซากปูนที่ประจานความผิดและสร้างความอับอายไปทั่วโลก
ความจริงถ้าระบบราชการเข้มแข็งและการเมืองไม่แทรกแซง ตึก30ชั้นของสตง.ไม่ควรจะถูกก่อสร้าง เพราะขุดข้อมูลย้อนไปปี 2551 มีโครงการก่อสร้างสถาบันธรรมาภิบาลแห่งชาติ ด้วยงบประมาณ 338 ล้านบาท ผ่านไป 10 ปีสร้างได้แค่อาคารอำนวยการด้วยงบ 58 ล้านบาท มีจ่ายค่าออกแบบก่อสร้าง 12 ล้านบาท ค่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม 1.2 ล้านบาท เสียค่าดูแลรักษาอาคารอำนวยการไปอีก 31.9 ล้านบาท อ้างปัญหาที่ดินสาธารณะประโยชน์ จนสุดท้ายคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน( คตง.)มีมติให้ยกเลิกโครงการหลังผลาญงบประมาณไปเยอะแล้ว
ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันปี 2553 มีโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่บนที่ดินกรมธนารักษ์ อำเภอเมืองปทุมธานี วงเงินรวม 1,488 ล้านบาท เป็นกลุ่มอาคาร 4 หลัง สูงสุด 14 ชั้น เสียค่าออกแบบไป 25.8 ล้านบาท แต่ไม่ได้สร้างอ้างน้ำท่วมปี 2554 สถานที่ไม่เหมาะสม เปลี่ยนใจจะย้ายมาเช่าที่การรถไฟย่านจตุจักรในปี 2561 สัญญาเช่า 15 ปี คิดสร้างตึกสูง 30 ชั้น
กระทรวงการคลังในขณะนั้นเกิดคำถามว่าตั้งโครงการและเบิกงบประมาณไปแล้วแต่สร้างไม่เสร็จแล้วจะตั้งโครงการใหม่ได้ยังไง จึงได้ตั้งคณะกรรมการกำกับการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ สตง. มีรายงานสรุปว่า มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วบางส่วนแต่ก่อสร้างไม่เสร็จทั้งสองโครงการ “เข้าข่ายก่อให้เกิดความเสียหาย”
แต่จะด้วยอำนาจบารมีของ คตง.ที่มีนายพลใหญ่นั่งเป็นประธาน หรือเพราะรัฐบาลในขณะนั้นที่มีนายพลอดีตหัวหน้า คสช.นั่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงเกิดการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แปลงงบที่เหลือจากสองโครงการเก่าที่สร้างไม่เสร็จ มาเป็นงบก่อสร้างวิมานหลังใหม่ที่จตุจักรในปี 2563 พร้อมแผนก่อหนี้ผูกพันปี 2563-2566 จำนวน 2,560 ล้านบาท พ่วงกับงบค่าควบคุมงานก่อสร้างอีก 76 ล้านบาท
เมื่อเปิดทางสำเร็จ “พื้นที่ข้าใครอย่าแตะ” กระบวนการดำเนินงานที่เชื่อว่าวางแผนไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจึงตามมา นับตั้งแต่การออกแบบที่เมื่อเป็นงานของราชการที่ควรจะให้กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือกรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ แต่สตง.ตั้งเงื่อนไขให้เร่งรัดออกแบบภายใน 180 วันซึ่งระบบราชการทำไม่ทันแน่ จึงเป็นช่องให้สามารถไปจ้างเอกชนคือ บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ออกแบบในวงเงิน 73 ล้านบาท
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ทำสัญญาจ้างกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จํากัด ก่อสร้างในวงเงิน 2,136 ล้านบาท
วันที่ 14 มกราคม 2564 จ้างกิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จํากัด บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จํากัด และ บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้น จํากัด) ควบคุมงานก่อสร้างอาคาร วงเงิน 74.6 ล้านบาท
แต่หลังตึกถล่มกลับพบว่าชื่อวิศวกรผู้ออกแบบที่มีลายเซ็นกำกับนั้นมีอายุ 85 ปีแล้ว และเจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานนี้ เช่นเดียวกับวิศวกรผู้ควบคุมงานที่มีวิศวกรรายหนึ่งไปแจ้งความกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ว่าถูกปลอมลายเซ็นและไม่เกี่ยวข้องกับตึกนี้เลย และวิศวกรอีกรายก็บอกว่าถูกเกณฑ์ไปร่วมถ่ายรูปแต่ไม่ได้รับผิดชอบคุมงาน ทำให้เกิดคำถามว่ารายชื่อวิศวกรคุมงานก่อสร้าง 51 คนที่แสดงไว้นั้นมีตัวตนจริงหรือไม่หรือเป็นการ “คุมงานทิพย์”ทำงานแบบ Work from home
มีการเปิดเผยข้อมูลว่าตึกสตง.ถูกแก้ไขแบบถึง 9 ครั้ง ซึ่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญงานก่อสร้างอาคารสูงหลายท่านให้ความเห็นว่า การแก้ไขแบบโครงการขนาดใหญ่เป็นเรื่องปกติแต่ต้องทำตามหลักวิชาการและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ที่น่าตกใจซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุของตึกถล่มคือการแก้ไขแบบ “ปล่องลิฟท์” ซึ่งเสมือนกระดูกสันหลังของตึก ลดความหนาจาก 30 ซม.เหลือ 25 ซม.แต่ไม่เสริมความมั่นคง
ข่าวตึกสตง.ถล่มที่เมืองไทยแต่สะเทือนลั่นถึงเมืองจีน เพราะก่อสร้างโดยบริษัทจีน เสียชื่อเสียงของจีน ทางการจีนส่งคนมาดู มีการให้ข้อมูลว่าปล่องลิฟท์ที่จีนมาตรฐานสร้างหนา 60 ซม. ตึกสตง.ตอนแรกออกแบบ 30 ซม.แล้วลดเหลือ 25 ซม. ถือว่าบางเฉียบ เมื่อถล่มลงแบบนี้คนจีนจึงเรียกว่า “ตึกกากเต้าหู้”
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน ตั้ง 3 ข้อสังเกตุสาเหตุตึกถล่มเพราะ 1.คุณภาพคอนกรีตอาจไม่ได้มาตรฐาน มีการผสมน้ำมาก 2.การออกแบบมีการล็อคสเปกตั้งแต่ต้น 3.มีการแก้ไขแบบนอกจากนี้ยังพบเบาะแส บริษัทก่อสร้างจีนใช้วิศวกรชาวจีนมาคุมงาน โดยใช้วีซ่านักศึกษาที่ออกโดยวิทยาลัยนานาชาติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ภายในปลายเดือนนี้หรืออย่างช้าต้นเดือนพฤษภาคมการเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างเพื่อค้นหาศพคนงานที่เสียชีวิตแล้วติดอยู่ใต้ซากคงยุติลงได้ แต่การค้นหาความจริง หาตัวผู้รับผิดชอบหรือทุจริตมาลงโทษคงไม่จบโดยไว อาจจะถูกลากยาวนานนับปีเหมือนกับหลายๆคดี เพราะเป็นที่รู้กันว่าโครงการนี้มี “เงินทอน”มหาศาล มีผู้รับผลประโยชน์จำนวนมาก และมีผู้ทรงอิทธิพลที่สามารถใช้พลังภายในปกปิดข้อมูลหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงได้
หนึ่งในผู้บริหาร สตง.ได้พูดออกมาแล้วว่าตรวจสอบยังไง สตง.ก็ไม่ผิดเพราะทำตามระเบียบ ตึกหลังนี้อาจจะยอมรับว่าแพง แต่จะสร้างใหม่ในพื้นที่ใกล้เดิมให้ถูกกว่านี้
กล้าพูดทั้งๆที่ฝุ่นจากอาคารเดิมยังไม่จาง กล้าพูดทั้งๆที่ทีมกู้ภัยยังเก็บร่างไม่ครบจำนวน
บทความชิ้นนี้ไม่อยากเอ่ยชื่อเต็ม สตง.เพราะกระแสสังคมที่กำลังอื้ออึงมีทั้งเรียกร้องให้ “ยุบทิ้ง”หน่วยงานนี้ หรือไม่ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติกรรม
ท่านผู้อ่านล่ะเห็นว่าอย่างไร?
——————————————————–

