สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

สงกรานต์ VS สงกร่อย…รอคอยสนุกหรือทุกข์รออยู่

 สงกรานต์ VS สงกร่อย…รอคอยสนุกหรือทุกข์รออยู่

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๗๙ ระหว่างวันศุกร์ที่ ๑๑ – วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๘

หน้า 2-3 สกู๊ปปก

สงกรานต์ VS สงกร่อย

รอคอยสนุกหรือทุกข์รออยู่

หนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพล หรือ เอนฟลูเอนเซอร์ด้านวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยมาทุกยุคทุกสมัยนั่นก็คือ “หมอดู”-“โหร”-“นักพยากรณ์” ตามแต่จะเรียกขานกัน ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อหรือเฉย ๆ ก็คงแล้วแต่ความคิดเห็นส่วนบุคคล (ซึ่งควรดึงสติกันไว้บ้าง)ที่แน่ ๆ กระแสการเกิดแผ่นดินไหวทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ ที่รับแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สิบเนื่องมาจากแผ่นดินไหว 7.4 ริกเตอร์ ในความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร เกิดจาก “รอยเลื่อนสะกาย” แถบมัณฑะเลย์ ในเมียนมา

ต่อมาเกิดเหตุการณ์สุดช็อก! คือ อาคาร สตง 30 ชั้นที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างบริเวณเขตจตุจักรเกิดถล่มขึ้นมา สร้างความสูญเสียไม่เพียงแต่ทรัพย์สินเท่านั้น หากรวมไปถึงชีวิตผู้คน ที่นอกจากจะบาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว ยังสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงมีสื่อและนักท่องออนไลน์ได้ไปขุดเอาคลิปคำทำนายที่หมอดุชื่อดังเคยทำนายผ่านช่องทีวีรายการต่าง ๆ ไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว กลับมานำเสนอผ่านโลกออนไลน์กันอีกครั้ง

“หมอปลาย” กลายเป็นไวรัล

หนึ่งในคำทำนายหมอดูที่สุดแม่นทำนายเรื่องแผ่นดินไหวไว้ก่อนหน้านี้คือ “หมอปลาย พรายกระซิบ” (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ) ที่มีคนแห่แชร์คลิปที่หมอปลายทำนายไว้ โดยได้เปิดเผยคำทำนายไว้ในรายการ คุยเล่นเน้นจริง EP.7 เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม 2567 ทางช่องยูทูป Golfbenjaphon TV โดยหมอปลายได้กล่าวเอาไว้ว่า

…”อีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ประมาณช่วงครึ่งปีแรกเหมือนกันก็คือ เรื่องของแผ่นดินไหว ประเทศเมียนมา เพราะฉะนั้นจังหวัดที่ใกล้ก็เตรียมตัว กรุงเทพฯ รู้สึกถึงการสั่นสะเทือน เพราะว่าท่านก็ให้เห็นมานานแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่กล้าพูดตรงอื่น เห็นอันนี้มาตั้งแต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา” ซึ่งหมอปลาย และกอล์ฟ เบญจพล ย้ำว่าที่พูดพราะหวังดี อยากให้มองที่เจตนา อยากมีการป้องกัน เฝ้าระวัง หมอปลายเผยอีกว่า อยากให้เก็บเงินเข้าที่สูง เก็บเงินเข้าธนาคาร ไม่อยากให้มันถูกน้ำพัดไป ไม่อยากให้อาคารมันพัง แล้วก็ทับบ้านทับอะไรอย่างนี้ โดยเหตุจะเกิดช่วงประมาณกลางของกลางปี ประมาณเดือนที่ 3 เดือนที่ 4…”

ทางด้าน  “อ.โสรัจจะ นวลอยู่” เจ้าของฉายา “นอสตราดามุสเมืองไทย” ได้ผ่าดวงเมือง ในรายการ “THAIRATH TALK” โดยให้สัมภาษณ์ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ปี 2567 ว่า จริงๆ ปีนี้มันหนักกว่าปีที่แล้ว ถ้าถามว่า ความร้ายแรงหนักกว่าปี 2567 แค่ไหน หนักกว่า 10 เท่า เนื่องจากมันมีโรคระบาด มีภัยพิบัติ แค่ 2 เรื่องนี้ คนก็ตายไปเยอะ อาจจะมีโรคร้ายที่ไม่เคยเกิดขึ้นด้วย ปี 68-69-70 ก็ยังหนักอยู่ กับดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ 3 ปีนี้ เช่นเครื่องบิน”

ช่วงหนึ่งของรายการพิธีกรได้ถามว่า แผ่นดินไหว จะไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่จะเกิดรอบๆ เราจะเห็นถึงแรงสั่นสะเทือนที่กรุงเทพมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่อาจารย์เคยทำนายกับผม กรุงเทพเสี่ยงต่อรอยเลื่อนที่มีพลัง และตึกของเราไม่ได้ดีไซน์มาเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว

อ.โสรัจจะ ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ใช่ มันจะเกิดขึ้น”

เตือนระวัง! ช่วงสงกรานต์

ต่อมา “หมอปลาย พรายกระซิบ” ได้มาร่วมรายการแฉ ทางช่อง GMM25 เมือวันพุธที่ 2 เมษายน 2568 โดยเปิดเผยคำทำนายว่า

เมษาก็ต้องเริ่มระวังตั้งแต่สงกรานต์แล้ว สงกรานต์นี้ทั้งน้ำท่วม ไฟไหม้ และอยู่ในตรอกถนนที่มีตึกประมาณ 4-5 ชั้น ฝนมันจะหนักมาก จะอยู่แถวใต้ไฮเวย์ ที่เดิม ๆ ระบายไม่ทัน หนัก แล้วแถวนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกทีหนึ่ง มันไม่ใช่เหตุอาฟเตอร์ช็อก แต่มันจะเป็นเรื่องเหตุเดิม

“ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่มันเป็นรอยร้าวที่มันทะลวง มันถึงเวลาที่มัน มันกำลังจะหัก มันกำลังจะเจอ แล้วมีคนวิ่งออกมาอีกจากตึก ซึ่งตึกนี้ค่อนข้างที่จะใหญ่ โล่งโปร่ง ความรู้สึกหนู ตึกนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนพัก ไม่ใช่ที่อยู่คน”

นอกจากนี้ หมอปลาย ยังได้เผยว่า “จังหวัด ก. ยังมาอีก แต่อาจไม่ใช่ ก. ที่เคยพูด แต่เป็น ก. จังหวัดปลายๆ ท้ายๆ เลย ตรงนั้นระวังเรื่องน้ำ มีสิทธิ์ที่จะแยกผ่ากลางจากแผ่นดินไหว เป็นการปะทุจากใต้น้ำ ไม่ใช่ปะทุขึ้นฟ้า อันนี้ต้องระวัง ประมาณไม่เกินสิงหาคม (2568)  แต่บอกไว้เลยว่า การเดินทาง การท่องเที่ยว แถบนี้ กรกฎาคม กับ สิงหาคม อันตรายที่สุด”ไม่ได้พูดให้ตื่นตระหนัก พูดเพราะเป็นความเชื่อของปลาย

โดย “มดดำ-คชาภา ตันเจริญ” หนึ่งในพิธีรายการแฉได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม”

อุตุฯเตือนพายุฤดูร้อนกระหน่ำ

8 เมษายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศแจ้งเตือนเรื่องเกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 9 – 11 เมษายน 2568 ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไป และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ ในขณะที่ลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 12 – 14 เมษายน 2568บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่

สำหรับภาคใต้ ในช่วงวันที่ 9 – 14 เมษายน 2568 ลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้ ในขณะที่ลมตะวันออกกำลังอ่อนพัดปกคลุมอ่าวไทยตอนล่าง ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร อ่าวไทยมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ข้อควรระวัง : ในช่วงวันที่ 12-14 เมษายน 2568 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง หรืออยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ส่วนเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

คาดหมายอากาศรายภาค

ทั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายอากาศรายภาค ในระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2568 ดังนี้

ภาคเหนือ :  ในช่วงวันที่ 9-11 เมษายน 2568 อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ส่วนมากทางด้านตะวันตกและตอนล่างของภาค ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 5-15 กม./ชม.ส่วนในช่วงวันที่ 12-14 เมษายน 2568 มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 21-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-41 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ในช่วงวันที่ 8-11 และ 14 เมษายน 2568 อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 12-13 เมษายน 2568 มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 20-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-39 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง : ในช่วงวันที่ 9 – 11 เม.ย. อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 – 20 ของพื้นที่ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 12-14 เมษายน 2568 มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-41 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก : ในช่วงวันที่ 9-11 เมษายน 2568 อากาศร้อน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10-30 ของพื้นที่ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 12-14 เมษายน 2568 มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-38 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) : ในช่วงวันที่ 9-14 เมษายน 2568  มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นมา ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช ลงไป ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 21- 27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-36 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) : ในช่วงวันที่ 9-14 เมษายน 2568 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่  โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 10-11 เม.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1 – 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 21-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-36 องศาเซลเซียส

กรุงเทพและปริมณฑล : ในช่วงวันที่ 9-11 เมษายน 2568 อากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 – 20 ของพื้นที่ ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 12-14  เมษายน 2568 มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-39 องศาเซลเซียส

กฟน.เตือนไฟดูด!

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เตือนแบบเพื่อนรัก! เล่นน้ำให้มันส์ แต่ต้องไม่พังเพราะไฟดูดนะ มาเช็กกันหน่อยเทศกาลนี้จะเล่นให้สุด ก็ต้องปลอดภัยจากไฟฟ้า ด้วย 6 ข้อนี้

1.ตัวเปียก = ห้ามจับปลั๊ก ห้ามเล่นมือถือชาร์จอยู่! ระวังไฟดูด

2.ป้ายโฆษณาหรือเสาเหล็กต่าง ๆ อย่าไปพิงเล่นเด็ดขาด ไฟอาจรั่วได้แบบไม่ทันตั้งตัว

3.สายไฟ ปลั๊กไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าเห็นพัง ๆ ชำรุด รีบแจ้ง รีบซ่อม! เพื่อความปลอดภัยทุกคน

4.ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้

5.เปลี่ยนมาใช้ หลอด LED กันเถอะ ประหยัด ปลอดภัย แถมโลกก็รัก

6.เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มี ตรา มอก. ของดีมีมาตรฐาน ไม่พังง่าย ไม่พาไฟไหม้บ้าน!

เล่นน้ำให้สนุกแบบสายรักษ์โลก และปลอดภัยจากไฟฟ้า สงกรานต์นี้ เล่นให้มันส์แบบมีสตินะทุกคน

สธ.ป้องกัน-ลดการบาดเจ็บบนท้องถนน

สธ. ส่งหนังสือแจ้งแนวทาง “ป้องกัน – ลดการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน” ช่วงเทศกาล “สงกรานต์ ปี 68” ตั้งแต่วันที่ 11 – 17 เมษายน 2568 ให้หน่วยงานในสังกัดทุกแห่ง พร้อมเห็นชอบเพิ่มค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงดังกล่าว 2 เท่า

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปฏิบัติราชการแทนปลัด สธ. ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดเรื่อง “การดำเนินงานป้องกันและลดการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568” ส่งถึงเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทุกแห่ง และผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ลงวันที่ 26 มี.ค. 2568

สำหรับสาระสำคัญของหนังสือฉบับดังกล่าวระบุว่า ตามที่แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาล และช่วงวันหยุด พ.ศ. 2568 โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เห็นชอบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 เพื่อให้หน่วยงานใช้เป็นแนวทางการบูรณาการดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการความเสี่ยงสำคัญ “เร็ว เมา หมวก” และได้กำหนดวันควบคุมเข้มข้น 7 วัน ในระหว่างวันที่ 11 – 17 เม.ษ. 2568 ในหัวข้อรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” เพื่อให้ประชาชนเดินทางอย่างปลอดภัยไร้อุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 โดยกำหนดมาตรการให้ สธ. ดำเนินการด้านช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ และขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและลดการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับการดำเนินงานของ ศปถ. จึงขอให้หน่วยงานในสังกัด สธ. ทุกแห่งดำเนินการ ดังนี้ ให้ดำเนินการตามแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ให้ดำเนินการตามแนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ให้ดำเนินการตามแนวทางการเบิกค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ ให้จังหวัดรายงานข้อมูลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจราจรทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2568 ผ่านระบบรายงานที่กำหนด

ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568 ให้กับหน่วยบริการในสังกัด สธ. เห็นชอบในหลักการให้เพิ่มค่าตอบแทนให้ไม่เกิน 2 เท่า โดยให้เป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบข้อบังคับและหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยไม่กระทบต่อสถานะเงินบำรุง

เล่นน้ำอย่างไรไม่เสี่ยงคุก

“เทศกาลสงกรานต์” ช่วงเวลาแห่งความสนุกที่คนไทยและนักท่องเที่ยวรอคอย ทุกปีถนนหนทางเต็มไปด้วยรอยยิ้มและสายน้ำเย็นฉ่ำ แต่ในความสนุกนั้น บางพฤติกรรมที่ดูเหมือนเรื่องเล็ก ๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ถ้าฝ่าฝืนกฎหมาย จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีพฤติกรรมที่ไม่ควรทำเด็ดขาด เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจบานปลายจนถึงขั้นเสียอนาคตได้

  1. สาดน้ำหรือปะแป้งคนที่ไม่ยินยอม : การสาดน้ำใส่คนที่ไม่ต้องการเล่น เช่น คนที่กำลังไปทำงานหรือขี่มอเตอร์ไซค์ อาจดูเป็นเรื่องขำ ๆ แต่ตามกฎหมายถือเป็นการ “ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญ” มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กฎหมายอาญา ม.397) ถ้าทำให้ทรัพย์สินเสียหาย (ม.358) เช่น โทรศัพท์พัง อาจเจอข้อหาทำให้เสียทรัพย์ โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท

ข้อควรระวัง : ดูให้แน่ใจว่าคนที่เราจะสาดน้ำยินยอมหรืออยู่ในโหมดเล่นน้ำด้วย ถ้าเขาโบกมือปฏิเสธหรือแต่งตัวทำงาน ปล่อยเขาไปเถอะ

  1. เมาแล้วขับรถ : สงกรานต์ทีไร อุบัติเหตุจากเมาแล้วขับพุ่งสูงทุกปี สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุชัด ถ้าขับขี่ขณะมึนเมาเกินกฎหมายกำหนด (แอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกพักใบขับขี่ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 160 ตรี ถ้าทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือตาย โทษยิ่งหนักถึงจำคุกสูงสุด 10 ปี

ข้อควรระวัง : ดื่มแล้วอย่าขับเด็ดขาด เรียกแท็กซี่หรือให้เพื่อนที่ไม่ดื่มช่วยขับแทน ชีวิตมีค่ากว่าแก้วเหล้า

  1. ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงหรือน้ำสกปรก : ปืนฉีดน้ำแรงสูงอาจดูเท่ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งห้ามชัดเจน เพราะอาจทำให้บาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุ มีโทษตามกฎหมายอาญาเรื่องการทำร้ายร่างกาย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท (ม.295) ส่วนการใช้น้ำสกปรก เช่น น้ำคลองหรือน้ำผสมสารเคมี อาจเข้าข่ายทำให้ผู้อื่นเจ็บป่วย

ข้อควรระวัง : ใช้ปืนฉีดน้ำแบบธรรมดา และเติมน้ำสะอาดเท่านั้น อย่าเสี่ยงกับของแปลก ๆ

  1. ลวนลามหรือคุกคามทางเพศ : การฉวยโอกาสลูบคลำ แต๊ะอั๋ง หรือสัมผัสร่างกายผู้อื่นโดยไม่ยินยอม ผิดกฎหมายชัดเจนตามประมวลกฎหมายอาญา ม.278 “กระทำอนาจาร” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตำรวจเตือนทุกปีว่าสงกรานต์ไม่ใช่ข้ออ้างให้ละเมิดใคร

ข้อควรระวัง : เคารพสิทธิ์ส่วนตัวของคนอื่น อย่าแตะต้องใครโดยไม่ได้รับอนุญาต เล่นน้ำแบบสุภาพดีที่สุด

  1. ขายหรือให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็ก ร้านค้าหรือใครก็ตามที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท รวมถึงไม่จำหน่ายในสถานที่และเวลาที่ห้ามขาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท สงกรานต์เป็นช่วงที่ตำรวจเข้มงวดเรื่องนี้มาก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการครองสติไม่อยู่

ข้อควรระวัง : ถ้ามีเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีมาขอซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่าขายเด็ดขาด ช่วยกันดูแลเยาวชนให้ปลอดภัย

  1. แต่งตัวโป๊เปลือยในที่สาธารณะ : ใส่ชุดบางหรือโป๊จนเกินงามในที่สาธารณะ เข้าข่าย “กระทำการอันควรขายหน้า” ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.388 มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือให้แต่งกายมิดชิดเพื่อรักษาวัฒนธรรม

ข้อควรระวัง : เลือกชุดที่เปียกแล้วไม่โป๊ หรือใส่เสื้อทับไว้ เปียกแค่ไหนก็ยังดูดี

  1. ใช้รถบรรทุกน้ำผิดกฎหมาย : การดัดแปลงรถบรรทุกน้ำหรือขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต ผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท และอาจถูกยึดรถ ตำรวจเตือนว่ารถที่ใช้ต้องได้มาตรฐานและขับขี่อย่างปลอดภัย

ข้อควรระวัง : ถ้าจะใช้รถบรรทุกน้ำ ต้องเช็กให้ถูกกฎหมายและมีคนขับที่มีใบอนุญาต

  1. ยิงปืนขึ้นฟ้า : บางคนอาจคิดว่ายิงปืนขึ้นฟ้าในช่วงสงกรานต์ดูเท่ แต่ผิดกฎหมายอาวุธปืนชัดเจน การยิงปืนขึ้นฟ้า มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ม.8 ทวิ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระสุนตกใส่หลังคาบ้าน ทรัพย์สินเสียหาย หรือถูกคนอื่น โทษยิ่งหนัก มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ม.300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อควรระวัง : อย่าพกปืนหรือยิงเด็ดขาด เล่นน้ำด้วยมือเปล่าก็สนุกได้ (ที่มา : Thai PBS)

รวมเบอร์โทรฉุกเฉินขอความช่วยเหลือ

“สงกรานต์ 2568” ปีนี้ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เห็นชอบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 เพื่อให้หน่วยงานใช้เป็นแนวทางการบูรณาการดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการความเสี่ยงสำคัญ “เร็ว เมา หมวก” และได้กำหนดวันควบคุมเข้มข้น 7 วัน ในระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 2568 ในหัวข้อรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” เพื่อให้ประชาชนเดินทางอย่างปลอดภัยไร้อุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568

ขอรวบรวมเบอร์ฉุกเฉินการแพทย์และโรงพยาบาล เบอร์ฉุกเฉินเหตุด่วนเหตุร้าย เบอร์โทรฉุกเฉินเกี่ยวกับการเดินทาง ไว้ให้ครบ เพื่อความอุ่นใจตลอดเทศกาลสงกรานต์ 2568

เบอร์ฉุกเฉินการแพทย์และโรงพยาบาล : 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ทั่วประเทศ),1646 หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน (กทม.),1554 หน่วยแพทย์กู้ชีวิต วชิรพยาบาล 1367 , ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี 1667,  สายด่วนกรมสุขภาพจิต, และ1784 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ภาพ : kapook

เบอร์ฉุกเฉินเหตุด่วนเหตุร้าย : 191 ติดต่อแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ, 192 ภัยพิบัติแห่งชาติ ,199 ศูนย์วิทยุพระราม เพื่อแจ้งอัคคีภัย/สัตว์ร้ายบุกรุกบ้าน .1418 มูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง กทม., 1155 ตำรวจท่องเที่ยว (สายด่วนเหตุร้ายที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว,1192 ศูนย์ปราบขโมยรถ (สตช.), 1193 ตำรวจทางหลวง, 1195 กองปราบ (สายด่วนแจ้งเหตุอาชญากรรม คดีร้ายแรงเป็นภัยต่อประเทศ), 1555 ศูนย์ร้องทุกข์กรุงเทพฯ (หน่วยประสานงานกลางเหตุฉุกเฉินในกรุงเทพฯ) และ 1300 ศูนย์ประชาบดี เพื่อแจ้งบุคคลสูญหาย

เบอร์โทรฉุกเฉินเกี่ยวกับการเดินทาง : 1543 กรมทางพิเศษแห่งประเทศไทย ,1193 ตำรวจทางหลวง ,1155 ตำรวจท่องเที่ยว (แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว) ,1644 สวพ. FM91 สถานีวิทยุเพื่อความปลอดภัยและจราจร, 1690 การรถไฟแห่งประเทศไทย, 1146 กรมทางหลวงชนบท, 1137 วิทยุ จส.100, 1197 ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจรตำรวจ ,1199 กรมเจ้าท่า, 1356 ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม ,1586 สายด่วนกรมทางหลวง และ 1677 ศูนย์วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน (ที่มา : คมชัดลึก)

ภาพ : เพจ Plai Navaracha หมอปลาย พรายกระซิบ,kapook,อินเทอร์เน็ต

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๗๗
ระหว่างวันศุกร์ที่ ๔ – วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๘
https://book.bangkok-today.com/books/hdwt/#p=1
(พลิกอ่านได้เหมือนหนังสือปกติ)
#ebookbangkoktoday
#อีบุ๊กบางกอกทูเดย์
#อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์
#bangkoktoday
#บางกอกทูเดย์
#เว็บไซต์บางกอกทูเดย์
#สำนักข่าวบางกอกทูเดย์
#ภัยพิบัติรอยเลื่อน
#แผ่นดินไหว

jumpon

น่าสนใจสำครับคุณ