วิจัยกรุงศรีชี้ “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไทย” เริ่มโตเร็วแต่ยังไม่แมส สะท้อนจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม เปิดช่องธุรกิจใหม่สู่เศรษฐกิจยั่งยืน
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” กำลังถูกจับตาในฐานะกลไกสำคัญของภาคขนส่งไทย อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ล่าสุดจากกรุงศรี สะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า แม้อุตสาหกรรมจะเติบโตอย่างรวดเร็วในฝั่งการผลิตจากแรงหนุนของนโยบายรัฐ แต่ตลาดยังไม่ขยายตัวตาม ส่งผลให้การเติบโตยังอยู่ในลักษณะ “ไม่สมดุล” ระหว่างซัพพลายและดีมานด์
ผลวิจัยจากกรุงศรีระบุว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ของโลก แต่สัดส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดรวม โดยคิดเป็นเพียงประมาณ 1.3% ของยอดจดทะเบียนใหม่ สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันตลาดยังอยู่ในช่วง “early adoption” และ ยังไม่เข้าสู่การใช้งานในวงกว้างซึ่งในเชิงโครงสร้าง ขณะที่มาตรการภาครัฐ อาทิ EV 3.0 และ 3.5 ต่างมีบทบาทสำคัญในการเร่งให้เกิดการลงทุนและจำนวนผู้ผลิตรายใหม่ในประเทศ ซึ่งเป็นการเร่งในฝั่งด้านอุปทาน (supply) ให้มีจำนวนผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น จนปัจจุบันคิดเป็นกว่า 60% ของผู้ผลิตทั้งหมดในประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงสร้างของอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนไป โดยผู้เล่นในตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 90% เป็นผู้ประกอบการ SMEs และบริษัทไทยหรือการร่วมทุน (JV) จึงนับได้ว่าอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของไทยกำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” จากตลาดเดิมที่ถูกครองโดยผู้ผลิตรายใหญ่ ไปสู่อีโคซิสเต็มใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลาง โดยเฉพาะผู้เล่นสัญชาติไทย เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในส่วนของการประกอบ การพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
ทั้งนี้กรุงศรีมองว่า แม้ตลาดในปัจจุบันยังไม่เข้าสู่ช่วงการใช้งานในวงกว้าง (mass adoption) แต่การก่อตัวของ อีโคซิสเต็มทั้งในด้านผู้ผลิต โครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จและระบบสลับแบตเตอรี่ รวมถึงการเข้ามาของผู้เล่นใหม่จำนวนมาก ถือเป็น “ฐานสำคัญ” ที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว
ในมุมธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ธุรกิจโลจิสติกส์และ ขนส่งระยะสุดท้าย (last-mile delivery) รวมถึงสตาร์ทอัพด้าน mobility solution สามารถเข้ามามีบทบาทใน value chain ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งในมิติของโอกาสทางธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงบริการด้านโลจิสติกส์และขนส่งระยะสุดท้าย ที่มีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลักในระยะแรก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ฝั่งอุปสงค์ โดยปัจจัยทางเศรษฐกิจ อาทิ กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อที่เข้มงวด นับเป็นข้อจำกัดต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค สะท้อนว่าโจทย์ของอุตสาหกรรมในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือการเร่งสร้างการยอมรับในตลาดจริง
ทั้งนี้ ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของไทยยังมีโอกาสเติบโตได้ตามทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยคาร์บอนสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและวิกฤติน้ำมันที่ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นในปีนี้ อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบรับที่ดีขึ้น
บทวิเคราะห์ดังกล่าวจึงไม่เพียงสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึง “หน้าต่างโอกาส” ของธุรกิจไทยในการเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ ที่เชื่อมโยงทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืนท้ายที่สุด ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ความสามารถในการเร่งให้ “อุปสงค์” เติบโตทันกับ อีโคซิสเต็มที่กำลังถูกสร้างขึ้น เพราะหากสามารถเชื่อมต่อทั้งสองด้านได้อย่างสมดุล รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า อาจกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทยในระยะยาว และอาจกลายเป็นหนึ่งใน New S-curve ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ซึ่งบริบทนี้กรุงศรีในฐานะสถาบันการเงินชั้นนำ ได้ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด “GO Sustainable with krungsri” โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานตามกรอบ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และตั้งเป้าหมายสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากการดำเนินงานภายในองค์กรภายในปี 2573 และจากบริการทางการเงินของธนาคารกรุงศรีทุกรูปแบบภายในปี 2593 พร้อมทั้งวางบทบาทในการเป็น “Market Shaper” ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนนั่นเอง
