สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ละครชีวิต “แรงงานไทย” เส้นเรื่องไร้ลิมิตตอนอวสาน

 ละครชีวิต “แรงงานไทย” เส้นเรื่องไร้ลิมิตตอนอวสาน

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๘๐

ระหว่างวันศุกร์ที่ ๒๕ เมษายน – ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘

สกู๊ปปก

ละครชีวิต “แรงงานไทย”

เส้นเรื่องไร้ลิมิตตอนอวสาน

“…จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน
มาเล่นละครบทชีวิตหนัก
จากพ่อแม่มาพบพาคนไม่รู้จัก
จากคนที่รักจำลามาหางานทำ…”

จากเนื้อเพลง “ละครชีวิต” ของ “ไมค์ ภิรมย์พร” ขวัญใจแรงงานไทยตลอดกาล ยังคงเป็นภาพสะท้อนของ “แรงงานไทย” ในทุกยุคทุกสมัยได้เป็นอย่างดี ในโอกาสที่อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ฉบับนี้ตรงกับ “วันแรงงานแห่งชาติ” วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 จึงของนำเสนอเรื่องราวของ “จักรวาลแรงงานไทย”

ปัญหาระบบการศึกษา-ค่านิยมในการทำงาน

“…อาบเหงื่อต่างน้ำคร่ำอยู่กับงาน
ขยันทุกวันด้วยความรู้ต่ำ
เหนื่อยยากเท่าใดใช้แรงแลกเงินเช้าค่ำ
แต่มันต้องช้ำทำมาหาได้ไม่พอ…”

หลายๆคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันนี้ “ตลาดแรงงานไทย” มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแต่บางคนอาจจะนึกค้านอยู่ในใจว่า ไม่เห็นจริงเลย จบมาตั้งนานแล้ว ยังหางานทำไม่ได้ ลอยไปลอยมาเตะฝุ่นอยู่เนี่ย แท้จริงแล้วปัญหาที่ตลาดแรงงานไทยประสบอยู่นั้น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาคนตกงาน ปัญหาเรื่องค่าแรง และคุณภาพของแรงงาน การขึ้นค่าแรงจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมาดูกันดีกว่า ว่าเพราะอะไรที่ทำให้คนไทยบางคนยังว่างงาน ทั้งที่แรงงานขาดแคลน

จากข้อมูลของกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า อย่างแรกคือ ปัญหาในระบบการศึกษาไทย : หลักสูตรการศึกษาที่ไม่มีมาตรฐาน ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตบัณฑิตคุณภาพออกสู่ตลาดแรงงานได้ ยกตัวอย่างเช่นการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ที่ไม่สามารถสอนให้เด็กไทยสื่อสารได้ ทั้งที่เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล แต่เนื่องจากการเรียนการสอนที่เน้นไปที่ไวยากรณ์ แต่ขาดการมีส่วนร่วมของเด็ก ทำให้เด็กไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้

เมื่อระบบการศึกษาไทยมีปัญหามาตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ก็ป่วยการจะกล่าวถึงระดับอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตคุณภาพที่ตลาดแรงงานต้องการออกมาไม่เพียงพอ ในขณะที่บัณฑิตที่ไม่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานกลับมีเกลื่อนกลาด ในยุคสมัยที่สังคมยังไม่มีค่านิยมว่า บุคคลต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี และมีทางเลือกในการเล่าเรียนเพื่อประกอบอาชีพ ทั้ง สถาบันอาชีวะ วิทยาลัยสารพัดช่าง โรงเรียนเลขานุการ โรงเรียนการบัญชี ระบบการศึกษากลับสามารถผลิตบุคคลากรที่เป็นที่ต้องการของตลาดได้มากกว่านี้
แต่เมื่อสังคมไทยมีค่านิยมว่า ผู้ที่เรียนสายอาชีพ เป็นบุคคลากรคนละระดับกับผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำให้การเรียนในสายอาชีพไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป ตลาดแรงงานขาดแคลนบุคคลากรในสายอาชีพ ในขณะเดียวกัน บัณฑิตที่จบการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษากลับมีแนวโน้มว่างงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะบัณฑิตที่จบจากสถาบันที่ไม่มีชื่อเสียง

อย่างต่อมา คือ ค่านิยมด้านการหางาน ที่ต้องการทำงานสบาย และรายได้ดี ให้สมกับที่ตัวเองเรียนจบมา :
ถ้าหากไม่สามารถหางานที่ต้องการได้ ก็เลือกที่จะศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป ทั้งที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน โดยหวังแต่เพียงว่าระดับการศึกษาที่สูงขึ้น จะทำให้หางานได้ง่ายขึ้น กลายเป็นว่าตลาดแรงงานขาดแคลน ในขณะที่คนว่างงานที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี-โท เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ ค่านิยมที่สวนทางกัน ระหว่างนายทุน และแรงงาน ก็เป็นชนวนเหตุที่ทำให้ปัญหาแรงงานทวีความรุนแรงขึ้น นายทุนมักมีความคิดที่ว่า จ้างแรงงานต่างด้าวมาทำงานแทนแรงงานไทยเป็นการลดต้นทุน เนื่องจากแรงงานไทยนอกจากจะมีค่าแรงสูงกว่า ยังมีความต้องการด้านต่างๆจากนายจ้าง ส่งผลให้ภาคการผลิตเต็มไปด้วยแรงงานต่างด้าว

ปัญหายอดฮิต ‘ลวงแรงงาน’

“…หมดแรงอ่อนล้านี่แหละหนาคนจน
สู้และดิ้นรนบางครั้งก็โดนผู้คนลวงล่อ
ตกงานบ่อยครั้งเงินซื้อข้าวยังไม่พอ
มันท้อมันตรมเพียงใดช้ำใจปวดร้าว…”

กรมการจัดหางาน ให้ข้อมูลล่าสุดว่า ผ่านมาไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2568 พบมิจฉาชีพหลอกคนหางานต่างประเทศแล้ว 59 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 6 ล้านบาท พบ 5 ประเทศที่มิจฉาชีพนำมาเป็นเหยื่อล่อมากที่สุด เตือนประชาชนเช็กให้ดีก่อนโอน

พบแรงงานถูกหลอกเสียเงินสูงสุด 2 แสนบาท/คน : นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มคนหางานจำนวน 50 คน เดินทางมาจากจังหวัดนครราชสีมา และเข้าร้องทุกข์กับกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ว่าถูกกลุ่มสาย/นายหน้าจัดหางานหลอกลวงให้ไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้ มูลค่าความเสียหายรวม 10 ล้านบาท ขณะนี้ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์แล้ว พบว่า

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีกลุ่มคนหางานจำนวน 14 คน ได้เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ว่าถูกกลุ่มสาย/นายหน้าจัดหางานเถื่อน จำนวน 3 คน หลอกลวงว่า สามารถจัดส่งไปทำงานร้านอาหาร และทำงานช่างเชื่อมในอู่ต่อเรือที่ประเทศเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมาย โดยบอกว่าจะได้รับเงินเดือนอย่างน้อย 60,000 บาทต่อเดือน โดยเฉพาะอู่ต่อเรือ จะได้เงินเดือน 120,000 บาทต่อเดือน ส่วนคนหางานต้องจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าดำเนินการเป็นเงินคนละ 150,000 – 200,000 บาท ซึ่งคาดว่าผู้เสียหายทั้งหมดมีประมาณ 50 คน รวมค่าเสียหายราว 10 ล้านบาท สุดท้ายเลื่อนกำหนดเดินทางออกไปเรื่อย ๆ และบ่ายเบี่ยงหากผู้เสียหายขอเงินคืน

สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนหางานในกรณีที่ถูกหลอกลวง กรมการจัดหางาน มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม รวมถึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษกลุ่มสาย/นายหน้าที่กระทำการหลอกลวงคนหางาน โดยจะดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเข้มงวด

เตือนเช็กให้ดีก่อนโอนเงิน : ทั้งนี้ กรมการจัดหางานขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า ก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ จากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd เสียก่อน เพราะปัจจุบัน สาย/นายหน้า มีกลวิธีสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อหลอกลวงคนหางานหลายวิธี ดังนั้นจึงขอให้ตรวจสอบก่อนไป จะได้ไม่เสียใจและไม่เสียเงินในภายหลัง

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีการดำเนินคดีสาย -นายหน้าเถื่อนแล้ว 452 ราย หลอกลวงคนหางานทั้งสิ้น 608 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 44,223,300 บาท ซึ่งประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา และไอซ์แลนด์ ตามลำดับ

ขณะที่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ต.ค – ธ.ค. 67) มีการดำเนินคดีสาย นายหน้าเถื่อนแล้ว 59 คน หลอกลวงคนหางานทั้งสิ้น 53 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 6,112,613 บาท ซึ่งประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย มาเลเซีย สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแคนาดา ตามลำดับ (ที่มา : กรมการจัดหางาน/ThaiPBS)

ภาพ : AC10NEWS

ตลาดแรงงานไทยใปี 2568

จากข้อมูลกระทรวงแรงงานและกองทัพบก ระบุว่า ตลาดแรงงานไทยในปี 2568 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร การเตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งแรงงานและนายจ้าง ซึ่งข้อมูลจาก “สำนักงานสถิติแห่งชาติ” [4] ระบุว่า อัตราการว่างงานในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 0.9-1.0% มีผู้ว่างงานประมาณ 383,000 คน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการปรับตัวของอุตสาหกรรมอาจส่งผลให้แรงงานบางส่วนเผชิญความยากลำบาก และยังส่งผลถึงการเลิกจ้างพนักงาน โดยอัตราการเลิกจ้างในช่วงปลายปี 2567 เพิ่มขึ้น โดยมีจำนวน 39,714 คนในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 เดือน สาเหตุหลักมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงานมนุษย์ ในอนาคตที่จะมาถึง

สำหรับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน สามารถจำแนกอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานตามกลุ่มอายุ [1] พบว่า กลุ่มอายุที่มีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเรียงลำดับตามกำลังแรงงานสูงสุด คือ กลุ่มคนอายุ 25-49 ปี คิดเป็นร้อยละ 89.72 ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังแรงงานจบการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่ถึงวัยเกษียณ รองลงมา คือ กลุ่ม 50-59 ปี ร้อยละ 83.17% และกลุ่มคนอายุ 15-24 ปี หรือกลุ่มที่อยู่ในระบบการศึกษา ร้อยละ 40.13% ในขณะที่กลุ่มแรงงานสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เป็นกลุ่มที่มีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานต่ำสุดอยู่ที่ ร้อยละ 37.26%

มหาวิทยาลัยกับตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ยังพบข้อมูลด้วยว่า บัณฑิตจบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลระหว่างทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการกับทักษะที่บัณฑิตมีอยู่ เช่น ตลาดอาจมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี หรือผู้มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ในขณะที่บัณฑิตส่วนใหญ่อาจสำเร็จการศึกษาในสาขาที่ล้นตลาด ปัญหาการว่างงานในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบ [7] โดยวิเคราะห์และแยกเป็นประเด็นได้ดังนี้

ปัญหาทักษะไม่ตรงกับความต้องการตลาด : การศึกษาที่ไม่สอดคล้อง หลักสูตรการศึกษาอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ทำให้บัณฑิตขาดทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน เช่น ทักษะด้านเทคโนโลยี หรือทักษะด้านภาษาต่างประเทศ, การขาดประสบการณ์ บัณฑิตจบใหม่มักขาดประสบการณ์ทำงานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่นายจ้างหลายรายให้ความสำคัญ และการเลือกสาขาที่ล้นตลาด บัณฑิตจำนวนมากจบจากสาขาที่มีการแข่งขันสูง ทำให้โอกาสในการได้งานทำน้อยลง

ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงาน : สภาพการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวย เด็กจบใหม่อาจมองสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ดี ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม หรือชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป อาจทำให้บัณฑิตจบใหม่เลือกที่จะลาออกและหางานใหม่, โอกาสก้าวหน้าที่จำกัด การขาดโอกาสในการพัฒนาตนเองและเติบโตในหน้าที่การงาน อาจทำให้บัณฑิตจบใหม่รู้สึกท้อแท้และมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้มากกว่า, ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน สัญญาจ้างงานระยะสั้นหรือการจ้างงานแบบไม่เป็นทางการ อาจทำให้บัณฑิตจบใหม่รู้สึกไม่มั่นคงและมองหางานประจำที่มีความมั่นคงมากกว่า และ ปัญหาการว่างงานในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยด้านทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงาน การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน

(ภาพ : CAAT)

ทักษะอนาคตแรงงานไทย

ในรายงาน “อนาคตของงาน ปี 2025” -อง  World Economic Forumระบุว่า 44% ของแรงงานทั่วโลกต้องพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) และพัฒนาทักษะเพิ่มเติม (Upskilling) เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้ โดยทักษะที่ทางด้านเทคโนโลยีมีความจำเป็นอย่างมาในอนาคต สำหรับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เป็นทักษะที่นายจ้างเกือบทุกอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย 93% ของนายจ้างคาดว่าทักษะนี้จะมีความจำเป็นมากขึ้นในปี 2030 และยังมีทักษะด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงทักษะด้านเทคโนโลยีโดยทั่วไป ที่นายจ้างให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ

ส่วนทักษะด้าน Soft skill ก็จะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ทักษะนี้ยังคงสำคัญที่สุด โดย 74% ของนายจ้างระบุว่าเป็นทักษะหลักที่จำเป็นในปัจจุบัน และ 72% คาดว่าทักษะนี้จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคต อีกทักษะที่สำคัญ คือ ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญมากขึ้น โดย 74% ของนายจ้างระบุว่าเป็นทักษะหลักที่จำเป็นในปัจจุบัน และ 71% คาดว่าทักษะนี้จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 สองในห้าของทักษะที่มีอยู่จะถูกเปลี่ยนแปลง ทักษะที่สำคัญของไทย คือ ทักษะด้าน AI และ Big Data ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ ทักษะด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางข้อมูล ในขณะที่ระดับโลกเน้นทักษะด้าน AI และ Big Data ทักษะด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางข้อมูล ความฉลาดในการใช้งานเทคโนโลยี และทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์

สู่เคสแรงงานตึก สตง.ถล่ม!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าจะให้แรงงานทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม ไม่ว่าจะบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิต ทุกคนจะได้รับค่าชดเชยเยียวยา ไม่ว่าจะเข้ามาทำงานทั้งถูกและผิดกฎหมาย อยู่ในระบบประกันสังคม หรือนอกระบบประกันสังคม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่เป็นแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือเป็นแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย กระทรวงแรงงานจะดูแลให้ก่อน และจากนั้นจะให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ไปไล่บี้ให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างหลัก และบริษัทรับเหมาช่วง จ่ายชดเชยเยียวยาให้กับแรงงานทุกคน ต่อกรณีที่สื่อถามว่าถ้าแรงงานในระบบประกันสังคมเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาเท่าไร พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ถ้าอยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จะได้รับเงินจากกองทุนทดแทน จำนวนอย่างน้อย 9.5 แสนบาท และบวกตามอายุการทำงาน หรืออยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 33 นานเท่าไร ก็จะได้รับเงินจากกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติม เขาเชื่อว่าสูงสุดน่าจะได้รับค่าชดเชยเกือบ 1.7 ล้านบาท

“ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตจากตึก สตง.ถล่ม มีผู้ได้รับเงินชดเชยแล้ว และบางส่วนอยู่ช่วงระหว่างการพิสูจน์อัตลักษณ์ หรือ DNA ว่าเป็นใคร มาจากไหน หรือมีใครเป็นญาติพี่น้องบ้าง ถ้าพบว่าผู้เสียชีวิตเป็นแรงงานข้ามชาติ ทางกระทรวงแรงงานจะประสานงานกับสถานทูตประเทศนั้นๆ เพื่อสอบถามว่าเป็นประชาชนของประเทศนั้นหรือไม่ และติดต่อญาติพี่น้องให้เข้ามารับทราบ”

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าขณะนี้กระทรวงแรงงานได้ทราบจำนวนที่แรงงานในไซต์ก่อสร้างตึก สตง. หรือยัง รมว.แรงงาน ได้ตอบในประเด็นนี้ว่า มีการขอตัวเลขแรงงานจากบริษัทรับเหมาหลัก และบริษัทรับเหมาช่วงแล้ว ว่ามีแรงงานอยู่ในไซต์จริงๆ กี่ราย แต่ต้องเอารายชื่อมากางดูหลังจากเจอร่างแรงงานภายในซากตึกครบทุกคนก่อน เพราะว่าในจำนวนคนที่สูญหายหรือกำลังติดตามตัว บางคนอาจจะไม่ได้อยู่ในตึก เขาอาจจะเพียงแค่ตกใจหรือกลัวว่าเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมายอาจถูกดำเนินคดีแล้วหนีกลับประเทศ ก็ต้องดูว่ามีรายชื่อตกค้างหรือตกหล่นเท่าไร ถ้าในซากตึก สตง.ถล่มไม่มีแล้ว แต่ยังมีคนสูญหาย ก็ต้องทำการสืบโดยให้ตำรวจดูว่าบุคคลที่สูญหาย สูญหายไปไหนกันแน่ หรืออยู่ในไซต์ก่อสร้างจริงหรือไม่ ตรงนี้ต้องอาศัยตำรวจ (ที่มา : ประชาไท)

บทสรุปส่งท้าย ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วคงไม่มีแรงงานใดอยากกลับไปตายรังที่บ้านเกิด เนื่องจากสิ้นหวังและหมดกำลังใจจากการถูกหลอกลวงและถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง แรงงานทุกคนก็มีหัวจิตหัวใจและความรับผิดชอบในฐานะเสาหลักของครอบครัว!!!

“…กลับแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน
ลาแล้วละครบทชีวิตเศร้า
ทุ่มเทเท่าไรได้มาแค่ความว่างเปล่า
กลับมาบ้านเรายังมีพ่อแม่เฝ้ารอ…”

ข้อมูลเพิ่มเติม

กำเนิด “กระทรวงแรงงาน”

การดำเนินนโยบายด้านแรงงานของประเทศไทย เริ่มต้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลสมัยนั้น ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประกอบกับในระยะนั้นเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ประชาชนจึงเกิดภาวะการว่างงานจำนวนมาก หน่วยงานของรัฐบาลที่ปฏิบัติงานบริหารแรงงาน ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก โดยคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้กำหนดนโยบายประการหนึ่งระบุว่า “จะต้องบำรุงความสุขของราษฎรในทางเศรษฐกิจและหางานให้ราษฎรทุกคนทำ” จึงได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยสำนักจัดหางาน พ.ศ. 2475  ขึ้นบังคับใช้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2475 ให้สิทธิแก่เอกชนที่จะจัดตั้งสำนักงานรับจัดหางานให้แก่ประชาชนได้ โดยเรียกค่าบริการจากประชาชน ผู้มาใช้บริการภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2475 ก็ได้ตรา พระราชบัญญัติสำนักงานจัดหางานประจำท้องถิ่น พ.ศ. 2475 ขึ้นบังคับใช้ พระราชบัญญัติ ฉบับนี้กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานกลางจัดหางาน ขึ้นในจังหวัดพระนคร และธนบุรี ทำหน้าที่จัดหางานให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจด้านแรงงานของรัฐบาลไทย

ต่อมาจึงได้มีการจัดตั้ง “กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม” ขึ้นในปี พ.ศ. 2536 โดยการโอนภารกิจบางส่วนจากกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย  มี “พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” เป็นรัฐมนตรีว่าการคนแรก และได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อกระทรวงอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2545 โดยใช้ชื่อใหม่ว่า กระทรวงแรงงาน ปัจจุบันมี“นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการฯ และ “นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์” ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ฯ (ที่มา : วิกิพีเดีย)

โดยดำเนินงานภายใต้ วิสัยทัศน์ “แรงงานมีศักยภาพสูง มีงานทำและมีหลักประกันทางสังคมที่ดี” และมีพันธกิจ คือ พัฒนากำลังแรงงานให้เป็นแรงงานศักยภาพสูง ส่งเสริมการมีงานทำให้กับกำลังแรงงานทุกกลุ่ม สร้างหลักประกันทางสังคม คุ้มครองแรงงาน และความปลอดภัยในการทำงาน ส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศและด้านความมั่นคง ส่งเสริมและพัฒนาองค์กร เป็นองค์กรประสิทธิภาพสูงพร้อมรับและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง พัฒนาระบบการให้บริการด้านแรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

มีแนวทางการดำเนินงาน/พัฒนา คือ  การพัฒนาศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน การคุ้มครองและเสริมสร้างความมั่นคง หลักประกันในการทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ดี การบริหารจัดการด้านแรงงานระหว่างประเทศ การพัฒนากลไกในการสร้างความสมดุลของตลาดแรงงาน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ภาคแรงงาน การบริหารจัดการองค์กร บุคลากร ด้วยหลักธรรมาภิบาล และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในองค์กรการพัฒนาเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อบูรณาการสารสนเทศที่ทันสมัย และมีเสถียรภาพ

ทั้งนี้เมื่อช่วงเข้าสู่ปี 2568 กระทรวงแรงงาน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการฯ ได้มอบขวัญปีใหม่ที่จะมอบให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน   ทั่วประเทศ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่พี่น้องแรงงานทุกคน นายจ้าง ลูกจ้าง รวมถึงสถานประกอบกิจการ จำนวน 7 รายการ มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ บริการล้างแอร์ฟรี บริการตรวจสภาพรถช่วงก่อนและระหว่างเทศกาลปีใหม่ การอบรมประเมินมาตรฐานแรงงานไทยระดับพื้นฐาน มอบการอบรมความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพให้ผู้ประกันตนตรวจและรักษามะเร็งฟรี รวมถึงมอบระบบรายงานจุดเสี่ยงอันตราย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานในสถานประกอบกิจการ (แจ้งเรื่องร้องทุกข์/ร้องเรียนด้านแรงงาน : 0 2232 1462-63 หรือ 1506 กด 5)

 

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ ๔๘๐
ระหว่างวันศุกร์ที่ ๒๕ เมษายน – ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘
https://book.bangkok-today.com/books/ybsz/#p=1
(พลิกอ่านได้เหมือนหนังสือปกติ)
#ebookbangkoktoday
#อีบุ๊กบางกอกทูเดย์
#อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์
#bangkoktoday
#บางกอกทูเดย์
#เว็บไซต์บางกอกทูเดย์
#สำนักข่าวบางกอกทูเดย์
#ละครชีวิต
#แรงงาน
#วันแรงงาน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      #1พฤษภาคมวันแรงงาน

 

jumpon

น่าสนใจสำครับคุณ