สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

รัฐเข็น “ไทยช่วยไทยพลัส” อัด 2 แสนล้าน พยุงกำลังซื้อฝ่าวิกฤตน้ำมัน

 รัฐเข็น “ไทยช่วยไทยพลัส” อัด 2 แสนล้าน พยุงกำลังซื้อฝ่าวิกฤตน้ำมัน

รัฐบาลเดินหน้าแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยการควบรวมมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เข้าไว้ในระบบเดียว หวังเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้มีสิทธิ พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาทลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อประคองกำลังซื้อประชาชนฐานราก ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งสูง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นการ “รื้อระบบสวัสดิการครั้งใหญ่” โดยกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้ประชาชน 1 คน ใช้ได้เพียง 1 สิทธิ์ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและให้ความช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสได้อีก โดยรัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนและยืนยันสิทธิพร้อมกันในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ก่อนเริ่มใช้จ่ายจริงวันที่ 1 มิถุนายนนี้

สำหรับแหล่งเงินทุนจะมาจากพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมเสนอเข้าสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยแบ่งวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อครั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิรวมกว่า 43 ล้านคน และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1.5 ล้านรายทั่วประเทศ โดยรูปแบบการช่วยเหลือกำหนดวงเงินรวม 4,000 บาทต่อคน แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569

ในส่วนของประชาชนทั่วไปภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัส รัฐบาลจะเพิ่มสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็น “รัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%” จากเดิมที่ช่วยคนละครึ่ง โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน และจำกัดวงเงินช่วยต่อวันไม่เกิน 100 บาท

ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับวงเงินรวมเดือนละ 1,000 บาท จากเดิมที่ได้รับ 300 บาท โดยรัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท เพื่อยกระดับกำลังซื้อให้ใกล้เคียงกับประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ปรับเกณฑ์ผู้มีสิทธิใหม่ โดยกำหนดอายุขั้นต่ำ 18 ปีขึ้นไป จากเดิม 16 ปี เนื่องจากมองว่าเป็นกลุ่มที่เข้าสู่ตลาดแรงงานและเริ่มมีภาระภาษีทางอ้อม
แล้ว

สำหรับผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการเดิมไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เพียงกดยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ส่วนผู้สมัครใหม่ต้องดาวน์โหลดแอปฯ และยืนยันตัวตนผ่านระบบ G-Wallet โดยย้ำว่าไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านตู้ ATM ธนาคารออมสินได้ และหากสแกนใบหน้าไม่ผ่าน ต้องดำเนินการผ่านตู้ ATM สีเทาของธนาคารกรุงไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง แม้อาจไม่เพียงพอสำหรับการฟื้นตัวเต็มรูปแบบ

นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 136,000 ล้านบาท และช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ราว 0.2% ในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้ ถือเป็น “กันชน” สำคัญในการลดแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่มีแนวโน้มเฉลี่ยสูงถึง 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจผลักเงินเฟ้อไทยขึ้นแตะระดับ 2.9% และซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะต่อไป ขณะที่ภาคตลาดทุนประเมินว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น CPALL, CPAXT และ BJC จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว

พร้อมกันนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ยังออกประกาศเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพส่ง “ลิงก์ปลอม” หลอกลงทะเบียนรับสิทธิ โดยย้ำว่าช่องทางทางการมีเพียงแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และประกาศจากกระทรวงการคลังเท่านั้น ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อความหรือเว็บไซต์ที่แชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินทางการเงิน

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ เว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com , แอปพลิเคชันเป๋าตัง และ Line Krungthai Connext โดยรัฐบาลกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสต้องเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะถูกริบเงินคืนเพื่อนำไปเปิดลงทะเบียนใหม่ให้กับผู้ที่รอสิทธิต่อไป

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ