รถ EV จีน แข่งกันโต ตีกันตาย
เรื่องอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า(EV)สัญชาติจีนกำลังเป็นที่สนใจติดตามของคนไทย ทั้งคนที่กำลังคิดจะซื้อและคนที่ซื้อมาใช้แล้ว โดยเฉพาะค่ายใหญ่รายหนึ่งที่ส่ออาการโคม่าว่า “จะไปต่อ หรือพอแค่นี้”เพราะแม้จะมีการหั่นราคาเหลือคันละไม่ถึง 3 แสนบาทแต่กลับไม่กล้าซื้อ เนื่องจากไม่มีการรับประกันใดๆไม่มีบริการหลังการขาย และบริษัทประกันภัยก็ไม่รับ ดีลเลอร์ทยอยปิดตัว หลายโชว์รูมปลดป้าย เดือดร้อนคนที่ซื้อไปแล้วหาศูนย์บริการไม่เจอ รถเสียแล้วหาอะไหล่ไม่ได้ โดยสาเหตุหลักคือบริษัทแม่ในจีนขาดทุนหนักขั้นจะล้มละลาย
เมื่อหันไปสำรวจตลาดรถ EV ในจีนแผ่นดินใหญ่ก็ใช่เบา ตลอดปี 2024 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันในปี 2025 ต้องบอกว่าตลาดEVจีนมีการแข่งขันรุนแรง ทั้งการลดราคา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ผลิตรายเล็กหลายรายประสบปัญหาทางการเงิน ขณะที่บริษัทชั้นนำที่มีฐานการเงินแข็งแกร่งและมีการพัฒนาเทคโนโลยียังคงเติบโตได้ จึงเป็นความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
ในปี 2024 จีนมีรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 200 แบรนด์ที่ผลิตออกจำหน่ายในตลาดทุกประเภททุกระดับ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงและสงครามราคาทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะลดจำนวนลงในปี 2025 เช่นเดียวกับที่เคยเฟื่องฟูในยุคแรกๆมีเกือบ 500 แบรนด์แล้วจากไปอย่างรวดเร็วเกือบ 60% หลังโควิด เนื่องจากผู้ผลิตรายเล็กไม่สามารถแข่งขันได้
ปี 2024 มียอดการจดทะเบียนรถ EVในประเทศจีนรวมทั้งสิ้นประมาณ 11 ล้านคัน เพิ่มขึ้นเกือบ 40% เมื่อเทียบกับปี 2023 ยอดจดทะเบียนนี้คิดเป็นประมาณสองในสามของยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในปีเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ในจีนนั้นใหญ่ขนาดไหน และเชื่อว่ารถEVยังสามารถขยายตัวได้อีกมากและอีกนาน
เหตุที่รถEVในจีนเติบโตได้อย่างรวดเร็วก็เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการกระตุ้นการบริโภคภายใน เช่น โครงการแลกรถเก่าเป็นรถEVใหม่ที่เริ่มในเดือนเมษายน 2024 ซึ่งรัฐบาลมอบเงินสนับสนุนสูงสุดถึง 20,000 หยวน ( ประมาณ 90,000 บาท)
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 จีนมียอดจดทะเบียนรถEV 1.54 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 47.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
แม้จะมีตลาดขนาดใหญ่ที่ในสายตาคนไทยมองว่ากินเท่าไรก็ไม่หมด แต่ในสายตาพ่อค้าจีนคงคิดว่าไม่ยอมแบ่งให้ใครมาแย่งกิน จึงทำธุรกิจสไตล์ต้องฟาดฟันกันให้บรรลัย จึงเกิด “สงครามราคา” ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนล่าสุดที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดินใหญ่และอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อคถึงแผ่นดินสยาม เมื่อ BYD ยักษ์อันดับ 1 ของEVจีน ได้ประกาศลดราคารถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดกว่า 22 รุ่น รวมถึงรุ่น Seagull ที่มีราคาต่ำเพียง 55,800 หยวน ( ประมาณ 253,000 บาท) กลยุทธ์นี้ทำให้ BYD สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้เกือบ 20% ในไตรมาสแรกของปี 2025
การลดราคาอย่างบ้าระห่ำของ BYD ทำเอาผู้บริหารของ GWM (Great Wall Motor) ยักษ์อีกรายในวงการรถยนต์จีนหัวร้อนทนไม่ไหว ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การลดราคาของค่ายใหญ่ว่า เป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินในอนาคต โดยได้เปรียบเทียบสถานการณ์วงการรถยนต์จีนในปัจจุบันกับวิกฤติของวงการอสังหาริมทรัพย์จีนที่เกิดขึ้นจากกรณีบริษัท Evergrande ที่ล้มละลายจากปัญหาหนี้สินและเป็นที่มาของปัญหาฟองสบู่แตกในจีน
แม้ว่าผู้บริหาร GWM จะไม่ได้ระบุชื่อBYDโดยตรง แต่ข่าวที่กระจายไปทั่วจีนทั่วโลกก็ชัดว่าหมายถึงค่ายใด ทำให้ฝ่ายบริหารของ BYD ต้องออกมายืนยันว่า BYD มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง พร้อมทั้งระบุว่าการลดราคาของบริษัทเป็นผลจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่สัญญาณของปัญหาทางการเงิน
แถมยังประกาศเชิงขู่ด้วยว่า BYD จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของ BYD
อย่างไรก็ตามหากมองในมุมของผู้บริโภคที่ได้รับประโยชน์แล้ว เป็นไปได้ว่าการที่ BYD กล้าใช้กลยุทธ์การตลาดลดราคารถยนต์อย่างต่อเนื่องและรุนแรง ก็เพราะสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีพลังในการเจรจาต่อรองกับดีลเลอร์และซัพพลายเออร์ มีเป้าหมายชัดเจนในการขยายส่วนแบ่งการตลาด
ข้อได้เปรียบชัดเจนที่สุดของ BYD คือสามารถผลิต “แบตเตอรี่”ได้เอง ซึ่งที่ผ่านมาว่ากันว่าราคาแบตเตอรี่เท่ากับ 50% ของราคารถยนต์1คัน ในขณะที่คู่แข่งขันส่วนใหญ่ต้องซื้อแบตเตอรี่จากผู้ผลิตภายนอก ดังนั้นBYD จึงมีกำไรสุทธิมากกว่าเนื่องจากไม่ต้องแบ่งกำไรให้ซัพพลายเออร์
การทำสงครามราคาครั้งล่าสุดของ BYD เชื่อว่ามาจากสามารถลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกับแบตเตอรี่รุ่นใหม่ Blade Battery 2.0 ที่ลดต้นทุนการผลิตลง 15% พร้อมประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย BYD ได้ประกาศลดราคาของแบตเตอรี่ Blade สำหรับรุ่นต่างๆ ลงถึง 2.8 แสนบาท
มององค์ประกอบอื่นๆนั้น BYD มีการผลิตภายในประเทศแบบครบวงจร โรงงานBYDในจีนใช้ระบบ ผลิตครบวงจรในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่ ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลัก ระบบขับเคลื่อน EV ซอฟต์แวร์ควบคุม ไปจนถึงระบบจัดการพลังงาน ทำให้มีกำลังการผลิตสูงมากในระดับโลก ทั้งหมดนี้ช่วยลดการพึ่งพาคนนอก และทำให้สามารถลดต้นทุนโดยรวม
มีการเปิดเผยข้อมูลว่า ต้นทุนการผลิตรถยนต์ BYD รุ่น Dolphin หรือ Seagull อยู่ที่ประมาณ 8,000–9,000 ดอลลาร์( ประมาณ 260,000 – 290,000 บาท) แต่ขายได้ในราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่าคู่แข่งเกือบ 30–40% ซึ่งดูเหมือนทุ่มตลาดแต่ไม่ผิดกฎการตลาด เพราะไม่ได้ขายต่ำกว่าทุน ในจีน BYD จึงสามารถทำกำไรสุทธิได้แม้จะขายรถในระดับราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งหลายราย
นี่คือกลยุทธ์ของBYD ที่ยอมลดกำไรต่อคันเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (Market Share Strategy) ซึ่งเน้นสร้างยอดขายรวมสูง พร้อมๆกับการสร้างแบรนด์ให้ดูแข็งแกร่ง ผลทางอ้อมคือการบีบคู่แข่งขันที่ต้นทุนสูงกว่าให้ลำบากยิ่งขึ้น
แม้รัฐบาลจีนจะออกมาปรามให้ค่ายรถยนต์เพลามือ แต่เมื่อ BYD ได้เปิดสงครามราคาไปแล้วก็คงไม่สามารถสงบศึกได้อย่างทันทีทันใด และท่ามกลางการแข่งขันที่ต้องฝาดฟันกันให้บรรลัยเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อค่ายรถยนต์ที่สายป่านสั้นหรือไม่อาจแข่งขันทางเทคโลโลยี
ส่วยหวยจะออกกับค่ายใดแล้วส่งผลมาถึงไทยหรือไม่ ขอให้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
…………………………………………………
