ยกฟ้อง ‘ตู้ห่าว’ อ้าววว..เฮ้ย!….ยุติธรรมไทย
ศรัทธาของสังคมไทยที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมได้ถูกสั่นคลอนอีกครั้ง เมื่อนักวิชาการชื่อดังถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญาเพราะต้องการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะและคุ้มครองผู้บริโภคจากการเสพสื่อ ขณะที่นักธุรกิจจีนชื่อดังซึ่งถูกตำรวจจับส่งฟ้องศาลในคดีค้ายาเสพติด ฟอกเงิน และอั้งยี่ซ่องโจร กลับเป็นผู้บริสุทธิ์เมื่อศาลตัดสินยกฟ้อง
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษา “จำคุก” ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญาในคดีที่บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ฟ้องร้องผิด มาตรา157 ออกหนังสือเตือนการโฆษณาแทรกในรายการที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ “ทรูไอดี (TrueID)”
คดีนี้ศาลชี้ว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำเลยมีอำนาจการปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
วันที่11 กุมภาพันธ์ 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษา “ยกฟ้อง”คดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดียาเสพติด 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ“ตู้ห่าว” รวมกับพวกสัญชาติจีน ไทย กัมพูชาและบริษัทนิติบุคคลรวม 5 แห่ง มีจำเลย 23 คน ในข้อหายาเสพติด ฟอกเงิน และเป็นอั้งยี่มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
เหตุที่ตู้ห่าวกับพวกหลุดคดีฟอกเงินและคดีอั้งยี่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะศาลชี้ว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อย ไม่หนักแน่นเพียงพอ
ส่วนคดียาเสพติด ครอบครองอาวุธปืน ความผิดเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ มีผู้ได้รับโทษรวมเพียง 6 คนโดยไม่มีตู้ห่าวและภรรยา
คดีทรูไอดี ดร.พิรงรองได้ประกันตัวเพื่อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งแม้สังคมไม่อาจปฏิเสธคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ได้ก่อให้เกิดการวิเคราะห์วิจารณ์มากมายในแง่ข้อกฎหมาย อำนาจหน้าที่ของกสทช. และอิทธิพลของกลุ่มทุนใหญ่
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคดี “ตู้ห่าว”แล้วสังคมไทยช็อคยิ่งกว่ากับ“กระบวนการยุติธรรมไทย” เพราะเจ้าของสำนวนคดีคือสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งทำหน้าที่ “ทนายแผ่นดิน”โดยประชาชนคาดหวังสูงในมาตรฐานเรื่องความแม่นยำด้านตัวบทกฎหมายและความรัดกุมในการทำสำนวนคดี ช่วงก่อนยื่นฟ้องศาลมีการแถลงข่าวว่าทุ่มเททำคดีแบบไม่มีวันหยุดร่วมกับพนักงานสอบสวน จนสร้างความเชื่อมั่นว่าได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งวัตถุพยาน บัญชีเงินฝาก การโอนเงิน หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ พยานบุคคล จากเอกสาร 26,892 แผ่น และการสอบพยาน 444 ปาก
ต้นปี 2566 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น กล่าวว่าตำรวจได้สอบสวนร่วมกับอัยการ โดยมีคณะของอัยการสูงสุดมาให้คำแนะนำหรือดูแล ส่วนตัวมั่นใจว่ามีหลักฐานทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล และพยานหลักฐานต่างๆ จำนวนมาก
แต่สุดท้ายเหมือนปลาตายน้ำตื้น จำเลยส่วนใหญ่หลุดคดี จำเลยหลักพ้นผิดเพราะพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนัก หรือพูดง่ายๆว่า “สำนวนอ่อน”
ชื่อของนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ “ตู้ห่าว” โผล่ขึ้นมาพร้อมกับการบุกจับ “ผับจินหลิง” เมื่อปลายปี 2565 ในฐานะเป็นผู้เช่าและดูแล ในผับพบชาวจีนกว่า 100 คน ยาเสพติด อาวุธปืน และของกลางต่างๆ ต่อมาตำรวจขยายผลว่าพบความเชื่อมโยงในบัญชีการเงินกับสถานบริการในเมืองสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา คาดว่าเป็นการทำธุรกรรมโอนเงินซื้อขายยาเสพติด อีกทั้งยังพบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มธุรกิจจีนสีเทา กลุ่มทุนการเมือง นักการเมือง ข้าราชการ
ช่วงที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก เป็นรองผบ.ตร. เข้ามาจับคดี ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าจินหลิงไม่ใช่ผับบาร์ธรรมดา แต่เปิดให้เล่นการพนัน จำหน่ายยาเสพติด ครบวงจร มีการขยายผลยึดทรัพย์มากมายรวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท นอกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ คอนโดหรู รถยนต์ราคาแพง ยังมีเครื่องบินเจ๊ท ส่วนตัวที่ระบุว่านายตำรวจใหญ่บางคนเคยใช้บริการ
ตอนเป็นข่าวดังภาพของตู้ห่าวถูกโยงว่าใกล้ชิด“พรรคเพื่อไทย” เพราะบ้านของตู้ห่าวและพรรคพวกเป็นคฤหาสน์หรูราคาแพงหลังละ 40-60 ล้านบาทในโครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด สุขุมวิท ที่พัฒนาโดยบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่คือนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นมีการเปิดเผยข้อมูลว่าภรรยาของตู้ห่าว คือพ.ต.อ.หญิง วัทนารีย์ กรณ์ชายานันท์ ชื่อเดิม นางสาววัฒนารี คำนิล เป็นบุตรบุญธรรม ของพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน อดีตผู้ช่วยผบ.ตร. และนางธารศรี ศรีวรขาน สกุลเดิม พรหมนอก บุตรสาวของ พล.ต.อ.ประชา และคุณหญิงวารุณี พรหมนอก
ดังนั้นพ.ต.อ.หญิง วัทนารีย์ และตู้ห่าว จึงมีศักดิ์เป็นหลานสาวและหลานเขยของพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก อดีตผบ.ตร. อดีตรองนายกและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งให้ “ตู้ห่าว” ก้าวทะยานขึ้นเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยได้อย่างรวดเร็วด้วยสายสัมพันธ์กับนักการเมือง นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และบุคคลในแวดวงธุรกิจการเมือง สามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจจากร้านอาหาร ผับ บาร์ มีธุรกิจใหญ่โตครอบคลุมจังหวัดท่องเที่ยวทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองผู้เปิดโปงขบวนการจีนเทา เคยทำนายไว้ล่วงหน้าเมื่อ2 ปีก่อนว่า จะมีกระบวนการทำลายพยานหลักฐาน มีการโน้มน้าวตัวพยาน คนที่ได้ประกันตัวออกไปจะเป็นตัวกลางในการจัดการเรื่องราวต่างๆ
เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เคยให้สัมภาษณ์สื่อหลังจากเข้ามาจับคดีระยะหนึ่งว่า จากการสอบสวนไม่พบว่าตู้ห่าวมีความผิดในคดีอาชญากรรมข้ามชาติ หรือความผิดนอกราชอาณาจักร เพราะไม่พบว่ามีการวางแผนจากต่างประเทศ คดียาเสพติดที่มีชื่อ Happy Water หรือ “น้ำสวรรค์”ที่พบในจินหลิงผับ ก็ไม่พบว่านำเข้าจากต่างประเทศ เชื่อว่าผสมในไทย ไม่พบการโอนเงินไปต่างประเทศ ไม่สามารถแจ้งข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติได้
ตำรวจและอัยการส่งคดีขึ้นสู่ศาล แล้วสุดท้ายก็เป็นไปอย่างที่บิ๊กโจ๊กให้ข้อมูลไว้
หลังจากศาลยกฟ้องตู้ห่าวนายชูวิทย์กล่าวว่า “คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ทราบว่า เมื่อต้นน้ำของความยุติธรรมบิดเบี้ยว ย่อมส่งผลไปถึงปลายน้ำและอิทธิพลของจีนเทา ยังมีอีกมาก”
หลังจากตู้ห่าวได้รับการปล่อยตัว คลิปหนึ่งในอดีตกลับมาถูกเผยแพร่อีกครั้งในโลกออนไลน์ จีนเทาคนหนึ่งที่พูดไทยไม่ชัดหน้าตาคล้ายตู้ห่าวได้ทุบโต๊ะปังๆๆ ประกาศต่อหน้าบริวารว่า “จะจับกูได้เหรอ ใครมีเงินทำได้ทุกอย่าง”
——————————————
