มูจิ ทลายกรอบญี่ปุ่น ปักธงปิ่นเกล้า รุกไทย-อาเซียน
มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) เดินเกมรุกตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์ไทยเต็มกำลัง หลังทำผลงานยอดขายและกำไรสูงสุดนับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย พร้อมปรับโฉม “มูจิ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า” ขยายพื้นที่เพิ่ม 3 เท่า เป็นกว่า 1,000 ตารางเมตร หวังเจาะฐานลูกค้าฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ครอบคลุมทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และครอบครัว
นายอิปเป โอตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มูจิ ได้มีการเดินหน้าปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ทลายภาพจำแบรนด์ญี่ปุ่น หันสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยภาษาไทย พร้อมเร่งขยายสินค้า Made in Thailand และวางไทยเป็นฐานเชื่อมตลาดอาเซียน ภายใต้วิสัยทัศน์ “One ASEAN” ตั้งเป้าการเติบโตระดับ 2 หลัก
ซึ่งการขยายและปรับโฉมสาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มพื้นที่ขายสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจเพื่อให้มูจิเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น โดยสาขาแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าจากเดิม ถือเป็นขนาดที่ทำให้สามารถนำเสนอสินค้าได้ครบทั้ง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ของใช้ในบ้าน และอาหาร
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ มูจิยังคงยึดหลักสำคัญของแบรนด์ ประกอบด้วย การคัดสรรวัตถุดิบ การตรวจสอบกระบวนการผลิต และการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างเรียบง่าย เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ใช้งานได้จริง และมีอายุการใช้งานยาวนาน
โดยบริษัทไม่ได้มุ่งแข่งขันด้วยสงครามราคา หรือการไล่ตามกระแสแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพและเหตุผลเบื้องหลังผลิตภัณฑ์
โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการปรับรูปแบบการสื่อสารภายในร้าน จากเดิมที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษเป็นหลัก มาเน้นการสื่อสารด้วย “ภาษาไทย” ทั้งป้ายแนะนำสินค้าและ POP เพื่ออธิบายถึงที่มา กระบวนการผลิต คุณสมบัติ และเหตุผลในการออกแบบสินค้าให้ลูกค้าชาวไทยเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ซึ่งการเปลี่ยนวิธีสื่อสารดังกล่าวสะท้อนทิศทางของมูจิที่ต้องการก้าวข้ามภาพการเป็นเพียงแบรนด์ญี่ปุ่นที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย และมุ่งพัฒนาไปสู่การเป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไทยมากขึ้น โดยบริษัทมองว่าการทำความเข้าใจตลาดและผู้บริโภคในประเทศเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายธุรกิจในระยะยาว
ขณะเดียวกัน มูจิเตรียมขยายฐานลูกค้าจากเดิมที่มีลูกค้าหลักอยู่ในช่วงอายุประมาณ 35-50 ปี ไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการบริโภคและการเลือกซื้อสินค้าที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาทั้งสินค้า การสื่อสาร และช่องทางจำหน่ายให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น
ในส่วนของสาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า บริษัทเลือกให้พื้นที่ส่วนใหญ่กับสินค้าหลักทั้ง 3 กลุ่ม โดยไม่มี Coffee Corner เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และเรื่องราวของสินค้าได้อย่างเต็มที่ในช่วงปีแรกของการดำเนินงานสาขารูปแบบใหม่
อีกยุทธศาสตร์ที่มูจิให้ความสำคัญมากขึ้นคือการพัฒนาสินค้าในประเทศ หรือ “Made in Thailand” โดยปัจจุบันสินค้ากลุ่มของใช้ในบ้านที่ผลิตในประเทศไทยสามารถสร้างสัดส่วนยอดขายได้มากกว่า 20% ของยอดขายในหมวดดังกล่าว ขณะที่อาหารที่พัฒนาและผลิตในประเทศไทยมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 50% ของยอดขายหมวดอาหารทั้งหมด
ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดประเทศไทย แต่เชื่อมโยงไปถึงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ภายใต้วิสัยทัศน์ “One ASEAN” ที่มองตลาดอาเซียนเป็นตลาดเดียวกัน โดยบริษัทใช้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานสำคัญสำหรับการผลิตสินค้า
โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เพื่อรองรับการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาห ารกับมาเลเซียและเวียดนาม
สำหรับแผนขยายสาขา มูจิเตรียมเปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัล เวสต์เกตในเดือนถัดไป เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งยังเป็นพื้นที่หลักในการขยายธุรกิจระยะนี้ ก่อนมองหาโอกาสเพิ่มเติมในหัวเมืองต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต
นายอิปเปกล่าวว่า ทิศทางต่อจากนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและบริการ ควบคู่กับการขยายช่องทางออนไลน์และอีคอมเมิร์ซผ่านเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อเชื่อมต่อการซื้อสินค้าระหว่างหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ให้เป็นประสบการณ์เดียวกัน หรือ Omni-channel
ทั้งนี้ มูจิมองว่าการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่ผลิตในประเทศ และการเชื่อมโยงตลาดอาเซียน จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะต่อไป
โดยบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตในประเทศไทยไว้ในระดับ “ตัวเลขสองหลัก” พร้อมเดินหน้าขยายสาขาและฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตในตลาดไทยควบคู่กับการยกระดับประเทศไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจของมูจิในภูมิภาคอาเซียน
