มังกรต้อนอินทรี วันที่“สี”ขี่คอ“ทรัมป์”
โลกกำลังเห็นภาพที่ไม่คุ้นตา เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำประเทศที่เคยประกาศจะ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ต้องบินไปกรุงปักกิ่งเพื่อพบกับ สี จิ้นผิง ผู้นำของจีน ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2026 ในห้วงเวลาที่สหรัฐฯกำลังอ่อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ
แม้ทำเนียบขาวจะพยายามอธิบายว่านี่คือการหารือระดับมหาอำนาจตามปกติ แต่ใครก็มองออกว่า วอชิงตันกำลังอยู่ในสภาพ “จำเป็นต้องคุย” มากกว่า “เลือกที่จะคุย” เพราะวันนี้อเมริกาไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถใช้น้ำเสียงแบบเดิมได้อีกแล้ว ในเมื่อเงินดอลลาร์ เรือบรรทุกเครื่องบิน กองทัพอเมริกา กำลังเสื่อมอิทธิพล ขณะที่เครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกก็เริ่มตีตัวออกห่าง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาสร้างระเบียบโลกภายใต้การนำของตนเอง ทั้งระบบการเงิน การค้า ความมั่นคง และการเมืองระหว่างประเทศ วอชิงตันสามารถใช้ทั้งกำลังทหาร ดอลลาร์สหรัฐ และอิทธิพลทางการทูตในการกำหนดทิศทางโลกได้แทบทุกเรื่อง แต่ในปี 2026 สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
หัวข้อบนโต๊ะเจรจาซึ่งมีตั้งแต่การหาทางจบสงครามกับอิหร่านที่ลามไปทั่วตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี ระบบการเงินโลก รวมถึงเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทุกเรื่องล้วนเป็น “เส้นประสาทหลัก” ของอำนาจอเมริกันทั้งสิ้น และที่สำคัญแทบทุกเรื่องที่ทรัมป์บัญชาการล้วนกำลังถดถอย ดังที่ชาวอเมริกันแซวผู้นำของตนเองว่า “TACO” หรือ Trump Always Chickens Out แปลว่า “ทรัมป์ขู่ทุกที แต่ถอยทุกครั้ง”
สงครามที่สหรัฐฯรวมหัวกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านแบบไร้ความชอบธรรมและโลกไม่อาจยอมรับกับข้ออ้างเรื่องการพัฒนานิวเคลียร์ นอกจากไม่อาจเอาชนะอิหร่านและยังบานปลายไปทั่วตะวันออกกลางและกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช แม้สหรัฐฯจะประกาศหยุดยิงชั่วคราว แม้จะใช้ปากีสถานเป็นตัวกลางทำข้อตกลงสงบศึก แต่สหรัฐฯก็ไม่อาจบีบบังคับให้อิหร่านยอมจบง่ายๆเหมือนตอนสงคราม 12 วัน จึงกลายเป็นความกระอักกระอ่วนของสหรัฐฯที่จะรบต่อก็ต้องถมงบประมาณอีกมหาศาล จะถอยออกมาดื้อๆก็ขายหน้าชาวโลก
หนทางที่ง่ายและสั้นคือทรัมป์ต้องอาศัยจีน วอชิงตันต้องยืมมือปักกิ่งที่เตหะรานเกรงใจ ในฐานะที่จีนเป็นทั้งลูกค้าและสปอนเซอร์รายใหญ่ของอิหร่าน ให้ช่วยกล่อมอิหร่านยอมลงนามยุติสงคราม ซึ่งจีนเองก็ได้ประโยชน์แต่ก็คงไม่ง่ายหากอิหร่านไม่บรรลุข้อเรียกร้อง ขณะเดียวกันจีนก็คงไม่ทำงานให้สหรัฐฯฟรีๆโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
การที่ทรัมป์ต้องบินไปพบสี จิ้นผิง ในจังหวะนี้ ทำให้ภาพทางการเมืองออกมาค่อนข้างชัดว่า จีนถือไพ่เหนือกว่าอยู่พอสมควร เพราะปักกิ่งรู้ดีว่าวอชิงตันกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน และต้องการความร่วมมือจากจีนมากกว่าที่จีนต้องการสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯก็ยิ่งทำให้สถานะการต่อรองของวอชิงตันอ่อนแรงลง สงครามการค้าที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคแรกของทรัมป์ได้ย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจอเมริกันเองอย่างชัดเจน ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วน ภาคการผลิตจำนวนมากได้รับผลกระทบ ขณะที่เงินเฟ้อยังเป็นปัญหาเรื้อรัง
เมื่อรวมกับต้นทุนมหาศาลจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น คนตกงานมากขึ้น คนไร้บ้านยังกางเต็นท์นอนบนฟุตบาทตามเมืองใหญ่ สะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯที่เหนื่อยล้า ตลาดการเงินผันผวน หนี้สาธารณะพุ่งสูง และความเชื่อมั่นต่อบทบาทผู้นำโลกของอเมริกาก็เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ
ตรงกันข้าม จีนแม้เผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายในเช่นกัน แต่ปักกิ่งสามารถประคองเสถียรภาพได้ดีกว่าในสายตาหลายประเทศ จีนใช้ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจใหม่ผ่านโครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่(BRI) การขยายบทบาทในกลุ่ม BRICS และการผลักดันการใช้เงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายประเทศเริ่มตอบรับแนวคิดลดการพึ่งพาดอลลาร์มากขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องการโค่นล้มอเมริกาโดยตรง แต่เพราะต้องการกระจายความเสี่ยงจากระบบการเงินที่สหรัฐฯใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง
บนโต๊ะเจรจาระหว่างทรัมป์กับสี ประเด็นการค้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่มันคือการต่อรองอำนาจระหว่างมหาอำนาจเก่ากับมหาอำนาจใหม่ ทรัมป์อาจต้องการให้จีนช่วยเรื่องอิหร่าน ช่วยกดดันรัสเซีย หรือช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก แต่จีนก็ต้องการสิ่งตอบแทน และสิ่งที่ปักกิ่งอยากได้มากที่สุดคือ “เวลา”
เวลาที่จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี เวลาที่จะขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ เวลาที่จะสร้างกองทัพให้ทัดเทียมอเมริกา เวลาที่จะค่อยๆเปลี่ยนโลกจากระบบขั้วเดียวไปสู่ระบบหลายขั้ว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่า จีนจะต่อรองให้สหรัฐฯผ่อนคลายกำแพงภาษี ลดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีบางส่วน หรืออย่างน้อยชะลอแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
ในด้านการเมืองเป็นที่รู้กันว่าสำหรับจีนมี 3Ts ที่ห้ามต่างชาติแตะต้องหรือแทรกแซงคือ ทิเบต(Tibet) เทียนอันเหมิน(Tiananmen) และไต้หวัน(Taiwan)
ด้วยนโยบาย “จีนเดียว” ไต้หวันคือส่วนหนึ่งของจีน ปักกิ่งไม่มีวันยอมให้ไต้หวันแยกตัวเป็นเอกราช และไม่มีวันยอมให้สหรัฐฯใช้ไต้หวันเป็นฐานทัพนอกประเทศ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาวอชิงตันเล่นเกมสองหน้า ปากบอกว่ารับรองนโยบายจีนเดียว แต่มือกลับขายอาวุธให้ไต้หวัน อีกด้านหนึ่งก็ส่งนักการเมืองจากสภาคองเกรสไปทำกิจกรรมกับรัฐบาลไต้หวันแบบเจตนา “กระตุกหนวดมังกร”
คำถามคือ สหรัฐฯจะยอมถอยจะยอมทิ้งไต้หวันง่ายๆหรือ?
ถ้ามองตามสไตล์ของทรัมป์ เขาจำเป็นต้องรักษาภาพผู้นำที่แข็งกร้าว และวอชิงตันไม่มีวันทิ้งไต้หวันที่เป็นกันชนอิทธิพลจีนและเป็นแหล่งรายได้สำคัญจากการค้าอาวุธ แต่ในยามที่ไม่อาจเพิ่มศึกกับจีน หรือต้องอาศัยไหว้วานจีนให้ช่วยยุติศึกอิหร่านและรัสเซีย ทรัมป์อาจไม่ยอมอ่อนข้ออย่างเปิดเผย แต่ก็เป็นไปได้ว่าวอชิงตันจะเลือกใช้แนวทาง “คลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์” ไม่สร้างสถานการณ์ให้ปักกิ่งขุ่นเคืองใจแต่ก็ไม่ทิ้งไต้หวัน
ความจริงที่โลกต้องยอมรับก็คือ แม้จีนกับสหรัฐฯจะเป็นคู่แข่ง แต่ทั้งสองก็ยัง “ขาดกันไม่ได้” อเมริกายังต้องใช้กำลังการผลิตของจีน จีนยังต้องพึ่งตลาดและเทคโนโลยีของอเมริกา สองประเทศนี้ผูกกันอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกเหมือนเส้นเลือดใหญ่สองเส้นที่ตัดขาดไม่ได้ง่ายๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ดุลอำนาจไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ในอดีตจีนต้องอดทนง้ออเมริกาเพื่อรอวันเติบโต วันนี้อเมริกาก็ต้องง้อจีนบ้างในวันที่ตนเองปากกล้าแต่ขาสั่น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้การเดินทางเยือนปักกิ่งของทรัมป์ครั้งนี้มีความหมายทางประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจนี้จะไม่จบลงง่ายๆ เพราะนี่ไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้น แต่คือมาราธอนที่มีความยืดเยื้อกินเวลาอีกยาวนาน คือการต่อสู้ทางทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การทหาร และอิทธิพลทางการเมืองที่มีตัวแปรและผู้เล่นที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย /-

