มองเบื้องหน้า-หาเบื้องหลัง “หวัง อี้” เยือน 3 ชาติอาเซียน
การเดินสายเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ หวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22–26 เมษายน 2026 ซึ่งครอบคลุมทั้งกัมพูชา ไทย และเมียนมา ไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางการทูตตามปฏิทิน แต่เป็นภาพสะท้อนของการขยับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในจังหวะเวลาที่สหรัฐอเมริกากำลังติดหล่มสงครามกับอิหร่าน
“หวัง อี้”มิใช่บุคคลระดับธรรมดาเพราะเทียบเท่าหมายเลข 2 ของจีนรองจาก สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุด ดังนั้นการแวะเยือนกัมพูชาแบบโฉมเฉี่ยวประเทศละ 1 วัน กับการใช้เวลาในไทย 3 วัน หรือการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นถึงขั้นทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถไฟฟ้า(จีน)พาหวัง อี้ จากทำเนียบรัฐบาลไปทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารจีนชั้นเลิศกลางกรุงเทพฯ ย่อมแสดงนัยสำคัญว่างานนี้ไม่ธรรมดา
ในมุมของจีนการเลือกเยือน3ชาติอาเซียนในทริปเดียวกันย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนการจัดวาง “ห่วงโซ่ยุทธศาสตร์” ของจีนในลุ่มน้ำโขงอย่างเป็นระบบ การเชื่อมทั้ง3ประเทศที่มีความเปราะบางด้านชายแดนเข้าด้วยกัน และเป็น3ประเทศที่สหรัฐอเมริกาในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้บ้าคลั่งพยายามกลับเข้ามาสร้างอิทธิพลทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการตีฆ้องร้องป่าวให้โลกรู้ว่าจีนไม่ยอมปล่อยมืออาเซียนแน่โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำลังเกิดการ “จัดระเบียบโลกใหม่”
แกนกลางของยุทธศาสตร์นี้จีนยังคงผูกอยู่กับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือเส้นทางสายไหมยุคใหม่ (Belt and Road Initiative : BRI) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลเชิงระบบ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง การเยือนของหวัง อี้ จึงอาจถูกมองว่าเป็นการ “เร่งเครื่อง” โครงการที่ชะลอตัวในช่วงหลังโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจการเมืองโลก
ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ “กัมพูชา” เสมือนฐานที่มั่นทางการเมืองของจีนในอาเซียน ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศทำให้จีนสามารถใช้กัมพูชาเป็นจุดยืนในเวทีภูมิภาค ทั้งในกรอบอาเซียนและเวทีระหว่างประเทศ การลงทุนมหาศาลจากจีนในกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือโครงการท่าเรือ ล้วนเป็นการฝังรากอิทธิพลในระยะยาว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชากำลังเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติต่อข้อกล่าวหาเรื่องการเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจสีเทาและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ” ถึงขนาดถูกเปลี่ยนชื่อเป็น SCAMBODIA ซึ่งทำให้จีนเองต้องเข้ามามีบทบาทในการจัดระเบียบเพื่อปกป้องภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของตน ฝ่ายผู้นำกัมพูชาเมื่อเริ่มสูญเสียรายได้จากจีนก็ทำตัวเป็นนกสองหัวหันเข้าประจบสหรัฐฯถึงขั้นเสนอชื่อทรัมป์ให้รับรางวัลสันติภาพ
ในกรณีของ “เมียนมา” ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับจีนเป็นระยะทางยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร คือผลประโยชน์ร่วมด้านความมั่นคงโดยตรง ท่ามกลางความขัดแย้งภายในประเทศของเมียนมาที่ยังไม่คลี่คลาย จีนจึงมีบทบาททั้งในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะจีนทุ่มงบลงทุนในเมียนมาจำนวนมากทั้งท่าเรือน้ำลึก ท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการลงทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับประเทศไทย ซึ่งหวัง อี้ ให้เวลาถึง 3 วัน ย่อมมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ละเอียดอ่อนระหว่างการเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ และการเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของจีน การตัดสินใจเชิงนโยบายของไทยจึงถูกจับตามองในฐานะ “ตัวแปรสำคัญ” ของสมดุลอำนาจในภูมิภาค จีนคงต้องการให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทาน และเป็นจุดเชื่อมโยงของโครงข่ายโลจิสติกส์ในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ไทยวางตัวเป็นกลางในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ในพื้นที่
เป้าหมายถัดมาคือการผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางโครงข่ายเศรษฐกิจของจีนในอาเซียน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการ BRIโดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทย ที่ไม่ได้มีความหมายแค่การคมนาคม แต่เป็น“เส้นเลือดใหญ่” ที่จะเชื่อมจีนตอนใต้ผ่านลาวเข้าสู่ไทย และต่อไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ หากโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ ไทยจะกลายเป็น “ฮับโลจิสติกส์” ที่จีนสามารถใช้กระจายสินค้าและอิทธิพลทางเศรษฐกิจได้ทั่วภูมิภาค ซึ่งนี่คือผลประโยชน์เชิงโครงสร้างที่จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค จีนคงต้องการให้ไทยเป็นฐานรองรับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ในยุคที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากสงครามการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การลงทุนของบริษัทจีนในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ได้เป็นเพียงการขยายตลาด แต่เป็นการ “กระจายความเสี่ยง” ออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ และใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีความสำคัญในฐานะตลาดภายในที่มีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าและบริการจากจีน โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจจีนเผชิญแรงกดดันจากภายใน การกระตุ้นการบริโภคในต่างประเทศจึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย ซึ่งต้องพึ่งพา “นักท่องเที่ยวจีน”จำนวนมาก ก็เป็นอีกจุดที่จีนสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการทูต
อีกมิติที่ไม่ควรมองข้ามคือ บทบาทของไทยในฐานะตัวกลางทางภูมิภาคโดยเฉพาะในความสัมพันธ์กับกัมพูชา จีนมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกัมพูชาและมีผลประโยชน์มหาศาลในกัมพูชา แต่เมื่อกัมพูชาจุดชนวนสงครามกับไทยส่งผลให้ไทยปิดพรมแดนก็ย่อมสะเทือนถึงจีนทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ การเยือนไทยครั้งนี้จึงไม่พ้นการแสดงบทบาทเป็น “โซ่ข้อกลาง” ในการคืนดีระหว่างไทย-กัมพูชาโดยไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองและขึ้นอยู่กับความพร้อมของทั้งสองฝ่าย ซึ่งต่างกับสหรัฐฯที่สั่งให้จับมือกันโดยเอาเรื่องภาษีการค้ามาบีบ
ในด้านความมั่นคง จีนย่อมต้องการให้ไทยเปิดพื้นที่ความร่วมมือมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่ไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยมากนัก อาทิ ความมั่นคงไซเบอร์ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี แม้ไทยจะยังคงรักษาความสัมพันธ์ด้านการทหารกับสหรัฐฯ แต่จีนพยายาม “แทรกตัว” ในพื้นที่ที่สามารถสร้างอิทธิพลได้โดยไม่ก่อให้เกิดแรงต้านสูง
อีกประเด็นสำคัญคือ “การบริหารภาพลักษณ์” ของจีนในไทยและอาเซียน ในช่วงที่ผ่านมาจีนเผชิญความท้าทายด้านภาพลักษณ์ ทั้งในเรื่องการลงทุนที่ถูกวิจารณ์ หรือประเด็น “ทุนจีนสีเทา”ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายข้ามชาติ การมาเยือนของหวัง อี้ จึงเป็นโอกาสในการรีเซ็ตความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นใหม่ ทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน โดยเน้นภาพของจีนในฐานะ “หุ้นส่วนที่รับผิดชอบ” มากกว่ามหาอำนาจที่แสวงหาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว
หากมองในภาพใหญ่ การเคลื่อนไหวของจีนในครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มของโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบโลกหลายขั้ว” ซึ่งมหาอำนาจต่างพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรและอิทธิพลในภูมิภาคต่างๆ จีนไม่ได้มองอาเซียนเพียงในฐานะตลาดหรือแหล่งทรัพยากร แต่เป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่มีความสำคัญต่อการแข่งขันกับสหรัฐฯในระยะยาว
–
