“ผลิตภัณฑ์อาหารสมบูรณ์” เร่งเกมโต จากน้ำมันหอยเจ้าแรกในแกลลอน สู่ “Food Solution” ครบครัว ปักธงตลาดไทย–ต่างประเทศ
“นันทิกา มโนรถจตุรงค์” รองกรรมการผู้จัดการ ผลิตภัณฑ์อาหารสมบูรณ์ เปิดกลยุทธ์แบรนด์อาหารกว่า 30 ปี ขยายพอร์ตซอส–น้ำจิ้ม เจาะโมเดิร์นเทรด ร้านค้าท้องถิ่น และออนไลน์ ดันตลาดในประเทศโต 30% พร้อมวางเป้า 5–10 ปีโต 50% รุกอินเดีย–ตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดส่งออกและ OEM สร้างยอดขายแล้วราวครึ่งหนึ่งของบริษัท
จากจุดเริ่มต้นของ “ผลิตภัณฑ์อาหารสมบูรณ์” ที่สร้างตลาดด้วย “น้ำมันหอยบรรจุแกลลอน” เพื่อรองรับร้านอาหารและภัตตาคารเมื่อกว่า 30 ปีก่อน วันนี้ธุรกิจกำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตซอสสำหรับผู้ประกอบการอาหาร สู่การเป็นแบรนด์ที่ต้องการเข้าไปอยู่ใน “ทุกครัวเรือน” ผ่านกลยุทธ์ขยายพอร์ตสินค้า ช่องทางจำหน่าย และตลาดต่างประเทศควบคู่กัน
คุณเก๋-นันทิการ์ มโนรถจตุรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสมบูรณ์ จำกัด เปิดเผยว่า จากผลิตภัณฑ์เพียงหนึ่งรายการในวันแรก ปัจจุบันบริษัทพัฒนาสินค้าออกมาหลากหลาย ทั้ง น้ำมันหอย ซอสพริกศรีราชา น้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มซีฟู้ด ซอสฝาเขียว–ฝาเหลือง ซอสผัดไทย ซอสกะเพรา และน้ำจิ้มไก่ โดยมีทีมวิจัยและพัฒนา หรือ R&D เป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
จาก B2B สู่ครัวเรือน ขยายทุกช่องทางให้ “เจอง่าย–ซื้อง่าย”
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการเพิ่มจุดสัมผัสระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ปัจจุบันสินค้ากระจายผ่านทั้ง Hypermarket และซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ Lotus’s, Makro, Gourmet Market, Villa Market และ Foodland ขณะเดียวกันยังรุกตลาดต่างจังหวัดผ่านร้านค้าส่งท้องถิ่น หรือ Traditional Trade (TT) เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของตลาด
อีกขาที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นคือ Online Marketing โดยบริษัทนำเชฟและคอนเทนต์ครีเอเตอร์เข้ามาช่วยสร้างการรับรู้และทำให้ผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงกับการทำอาหารจริง เช่น “กุ๊กขี้เมา” “เชฟเป้” และ “เชฟโน้ต” รวมถึงเชฟรายอื่น ๆ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจากการขาย “สินค้า” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้าง Content Ecosystem ที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าสินค้าแต่ละชนิดสามารถนำไปสร้างเมนูอะไรได้บ้าง ซึ่งมีโอกาสช่วยเพิ่มทั้ง Brand Awareness และการทดลองใช้สินค้าในครัวเรือน
ชู Product Differentiation “ไม่ดำ–ไม่ใส่สารกันบูด–ไม่ใส่ผงชูรส”
ในตลาดเครื่องปรุงที่มีการแข่งขันสูง “ความแตกต่างของสินค้า” คือโจทย์สำคัญของแบรนด์
คุณเก๋ นันทิกา ยกตัวอย่าง ซอสน้ำมันหอย ซึ่งบริษัทวางจุดขายให้แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยระบุว่า น้ำมันหอยของบริษัท สีไม่ดำ ไม่ใส่สารกันบูด และไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในจุดแข็งในการสื่อสารกับผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิต โดยระบุว่าได้รับมาตรฐานหลายด้าน อาทิ Halal, HACCP, Kosher, GHPs และ ISO รวมถึงได้รับ Thai SELECT ซึ่งถูกนำมาใช้เสริมความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และรสชาติอาหารไทย
ต่างประเทศโตจนแตะ 50% ของยอดขาย ปักหมุด “อินเดีย–Middle East”
อีกหนึ่ง Growth Engine ที่น่าจับตาคือ ตลาดต่างประเทศและธุรกิจ OEM
ปัจจุบันบริษัทระบุว่าสัดส่วนยอดขายจากตลาดต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 50% ของยอดขายรวม ขณะที่ตลาดในประเทศคิดเป็นอีกราว 50% โดยตลาดต่างประเทศสำคัญประกอบด้วย อิสราเอล ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
สำหรับก้าวต่อไป บริษัทกำลังมองหาโอกาสใน อินเดียและตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งหากสามารถขยายฐานลูกค้าได้ตามเป้าหมาย จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตนอกประเทศไทย
การมีมาตรฐานอย่าง Halal และ Kosher ยังถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความพร้อมในการรองรับตลาดที่มีข้อกำหนดเฉพาะด้านอาหารในแต่ละประเทศ
ตลาดไทยโต 30% ตั้งเป้าอีก 5–10 ปี “เข้าถึงทุกครัวเรือน”
แม้ธุรกิจต่างประเทศจะมีสัดส่วนสูง แต่ตลาดประเทศไทยยังเป็นพื้นที่ที่บริษัทต้องการเร่งเครื่องมากขึ้น โดยนันทิการ์ระบุว่า ปีนี้ตลาดในประเทศเติบโตประมาณ 30% หลังจากบริษัทใช้เวลาราว 5–6 ปีในการพัฒนาตลาดครัวเรือนอย่างจริงจัง
เป้าหมายระยะ 5–10 ปี คือผลักดันการเติบโตในประเทศให้ได้ประมาณ 50% พร้อมขยายการเข้าถึงสินค้าให้ครอบคลุมผู้บริโภคในระดับครัวเรือนมากขึ้น
นี่จึงเป็นโจทย์ทางการตลาดที่น่าสนใจ จากแบรนด์ที่เติบโตมากับร้านอาหารและภัตตาคาร สู่การสร้าง Top-of-Mind ในครัวบ้าน ซึ่งต้องอาศัยทั้งสินค้า ช่องทาง ราคา การสื่อสาร และคอนเทนต์ที่สามารถสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคในระยะยาว
โรงงานเกือบ 100% Automation ใช้ AI ลดงานซ้ำ เพิ่มประสิทธิภาพ
ด้านเทคโนโลยี บริษัทเริ่มนำ AI มาใช้สนับสนุนงานด้านรีทัชและดีไซน์ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ภาคการผลิตลงทุนในระบบเครื่องจักรอัตโนมัติมากขึ้น
จากเดิมที่กระบวนการบางส่วน เช่น การติดฉลาก การปิดฝา หรือการบรรจุ ต้องพึ่งพาแรงงานคน ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ โดยนันทิการ์ระบุว่า โรงงานมีระบบ Automation เกือบ 100%
การลงทุนดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “ลดคน” แต่สะท้อนการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อรองรับปริมาณสินค้า การขยายตลาด และการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต
โตทางธุรกิจ ควบคู่การคืนประโยชน์สู่สังคม
อีกมิติหนึ่งของแบรนด์คือการดำเนินกิจกรรม CSR ควบคู่กับธุรกิจ ทั้งการช่วยเหลือโรงเรียนและวัดที่ขาดแคลน การบริจาคเงินและสิ่งของผ่านมูลนิธิ การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงการสนับสนุน ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนด้านการประกอบอาหาร เช่น ที่วิทยาลัยดุสิต
สำหรับพนักงาน บริษัทมีสวัสดิการตามระบบการทำงาน เช่น ค่าล่วงเวลา อาหารกลางวันในส่วนที่บริษัทจัดให้ และประกันอุบัติเหตุ
คุณเก๋ นันทิกา สรุปแนวคิดการดำเนินธุรกิจว่า เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างยอดขาย แต่ต้องการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค พร้อมดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่กันไป
จาก “น้ำมันหอยหนึ่งแกลลอน” สู่เกมใหญ่ของแบรนด์อาหารไทย
เส้นทางกว่า 30 ปีของ ผลิตภัณฑ์อาหารสมบูรณ์ จึงกำลังเข้าสู่บทใหม่ จากจุดเริ่มต้นด้วยน้ำมันหอยสำหรับร้านอาหาร สู่พอร์ตเครื่องปรุงและซอสที่หลากหลาย จาก B2B สู่ B2C จากหน้าร้านสู่ออนไลน์ และจากตลาดประเทศไทยสู่ตลาดโลก
โจทย์ต่อไปไม่ได้มีเพียงว่าแบรนด์จะ “ขายได้มากขึ้นเท่าไร” แต่คือจะสามารถเปลี่ยนความแข็งแกร่งด้านการผลิตและมาตรฐานที่สะสมมากว่า 3 ทศวรรษ ให้กลายเป็น “Brand Equity” และเข้าไปครองพื้นที่ในครัวของผู้บริโภคได้มากเพียงใด
เพราะหากเป้าหมาย “เข้าถึงทุกครัวเรือน” เกิดขึ้นได้จริง นั่นหมายถึงการเปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตซอสและเครื่องปรุงที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรม ไปสู่การเป็นอีกหนึ่ง “แบรนด์อาหารไทยที่ผู้บริโภครู้จัก เลือกใช้ และจดจำในชีวิตประจำวัน”
สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการติดตามผลิตภัณฑ์ เมนูใหม่ ๆ และข่าวสารของแบรนด์ สามารถติดตามผ่าน Facebook “ตรานกเพนกวิน 3 ตัว”

