‘นายกฯจัสติน ทรูโด’ ดาวร่วงแห่งศักราชใหม่
วันแรกของการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของแคนาดาในปี 2558 จัสติน ทรูโด คือนักการเมืองดาวรุ่งอันเป็นที่คาดหวังว่าจะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศ เขาเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่จนเกิดกระแส Trudeaumania เหมือนในสมัยของปิแอร์ ทรูโด บิดาของจัสตินที่เคยได้รับความนิยมเมื่อสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 ของแคนาดา
แม้เขาจะสามารถนำพรรคเสรีนิยมคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งสองครั้ง และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ต่อเนื่อง 9 ปี แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นตัวฉุดคะแนนนิยมของพรรค สถานการณ์บีบให้ทรูโดจำใจต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระหลังจากถูกกดดันมานาน ทั้งจากกระแสสังคมและกระแสในพรรคเสรีนิยมของตนเอง เพราะชาวแคนาดาเริ่มหมดศรัทธา คะแนนนิยมตกต่ำลงทุกวันและมีโอกาสพ่ายแพ้สูงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
วันที่ 6 มกราคม 2568 ทรูโดประกาศลาออกทั้งจากหัวหน้าพรรคเสรีนิยม และนายกรัฐมนตรี เพราะล้มเหลวบริหารเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เจอปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อ คนตกงาน ประเทศไม่มีความสามารถทางการแข่งขัน
ทรูโดจะยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปจนกว่าพรรคเสรีนิยมจะเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่และเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่มารับไม้ต่อจนครบวาระในเดือนตุลาคม แต่เชื่อว่าพรรคฝ่ายค้านรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลจะกดดันให้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ภายในกลางปีนี้
“แคนาดา”เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศในฝันของใครหลายๆคน เคยมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีมาตรฐานการครองชีพสูง แต่หลายปีที่ผ่านมาต้องเผชิญกับภาวะถดถอยที่น่าเป็นห่วง การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตามหลังประเทศอื่นๆ การลงทุนทางธุรกิจหดตัวลงในขณะที่รายจ่ายของรัฐบาลกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดการคลังที่ไม่แข็งแรงระบบการดูแลสุขภาพในแคนาดากลับล้าหลังกว่าระบบอื่นๆในยุโรปและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
วิกฤตเศรษฐกิจของแคนาดาเริ่มต้นหลังการระบาดของ COVID-19 รัฐบาลกลางมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นหนี้มากขึ้นแต่เก็บภาษีเพิ่มยาก ประสิทธิภาพการผลิตและGDP ต่อหัวลดลง มาตรฐานการครองชีพ เสื่อมลง ระดับความยากจน อัตราการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากต่อนโยบายการคลังของรัฐบาล จนส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลาออกไปก่อนหน้าในเดือนธันวาคม 2567
ไม่เพียงเท่านั้นการยึดมั่นในนโยบายเสรีนิยมประชาธิปไตย การอยู่ร่วมในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (G7) มีผลต่อความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อแคนาดารับออร์เดอร์จากรัฐบาลวอชิงตันไปก่อข้อพิพาทกับมหาอำนาจอย่างรัสเซียและสาธารณรัฐประชาชนจีน
จะด้วยจิตวิญญาณเสรีที่รับมาจาก มาร์กาเร็ต ทรูโด ผู้เป็นมารดาที่เคยได้รับฉายาท่านผู้หญิงร้อนทำเนียบ จัสตินค่อนข้างออกหน้าต่อต้านจีนร่วมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การกดขี่ชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง การปราบปรามผู้เห็นต่างในฮ่องกง เกิดความร้าวฉานถึงขนาดมีการขับทูตของแต่ละฝ่ายออกนอกประเทศ โดยแคนาดาอ้างว่ามีการเจาะข้อมูลส่วนตัวและข่มขู่นักการเมืองแคนาดาซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน
ตัวทรูโดเองถึงกับเคยเอ่ยปากว่าจีนแทรกแซงการเลือกตั้งแคนาดาในปี 2562 และปี 2564
ในปี 2561 รัฐบาลแคนาดารับบัญชาจากวอชิงตันจับตัว เมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน(CFO) ของบริษัทหัวเว่ย ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของ เหริน เจิ้งเฟย CEO ของหัวเว่ย บริษัทเทคโนโลยีโทรคมนาคมอันดับ 1 ของจีน ในเมืองแวนคูเวอร์ ซึ่งเมิ่งไปซื้อบ้านพักเอาไว้ตามสิทธิในการอยู่ถาวรในแคนาดา
ข้อหาจากสหรัฐคือต้องการให้ส่งตัวเมิ่ง หว่านโจว ไปสหรัฐฯในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเพราะการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่มีต่ออิหร่าน โดยเมิ่งฉ้อโกงธนาคารในสหรัฐให้ทำธุรกรรมกับอิหร่านซึ่งเมิ่งปฏิเสธ รัฐบาลแคนาดาได้กักตัวเมิ่งไว้ที่บ้านพักในแวนคูเวอร์ด้วยกำไลEMอย่างยาวนานและได้ปล่อยตัวในปี 2564 หลังจากสหรัฐฯถอนคำร้องหมายจับเพื่อแลกกับนักข่าวสองคนที่จีนจับตัวไว้
แคนาดาเคยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ1ของผู้มีอันจะกิน และบุคคลชั้นนำของหลายประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนหรือคนเชื้อสายจีนที่ไปซื้อบ้านหลังที่สองสำหรับการลงหลักปักฐานระยะยาว โดยปัจจุบันคาดว่ามีคนเชื้อสายจีนในแคนาดาประมาณ 2 ล้านคน
แคนาดาเคยพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย แต่ความบาดหมางในอดีตประกอบกับการเป็นสมาชิกนาโต้ทำให้แคนาดาต้องร่วมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียหลังเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน โดยเฉพาะการงดนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพราะหวังจะสร้างแรงกดดันให้รัสเซียหยุดรุกรานยูเครน โดยมองว่าอุตสาหกรรมน้ำมันสร้างรายได้แก่รัสเซียถึง 1 ใน 3 ของรายได้รวม แต่นอกจากไม่สามารถกดดันรัสเซียแล้วยังกลับสร้างผลกระทบย้อนกลับต่อปัญหาค่าครองชีพต่อชาวแคนดาที่ต้องแบกรับภาระราคาพลังงานที่สูงขึ้นแล้วไปส่งผลต่อค่าขนส่งและราคาสินค้าที่แพงขึ้น
แคนาดาสนับสนุนยูเครนอย่างออกหน้าออกตา โดยรัฐสภาแคนาดาเคยเปิดสภาต้อนรับประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี และให้ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยกลางสภา
วันที่10 มิถุนายน 2566 นายกฯจัสติน ทรูโดแอบเยือนกรุงเคียฟไปจับมือกับประธานาธิบดีเซเลนสกีให้ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก พร้อมประกาศจัดหาเงินทุนก้อนใหญ่ 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนสนับสนุนการฝึกนักบินรบ กระสุนปืน ขีปนาวุธเพื่อระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบอาวุธต่อต้านรถถัง อุปกรณ์เสื้อเกราะ หมวก หน้ากากป้องกันแก๊ส กล้องมองกลางคืน ฯลฯ
ไม่เพียงเท่านั้นรัฐบาลแคนาดายังให้การต้อนรับแบกรับชาวยูเครนพลัดถิ่น ผู้ลี้ภัยชาวยูเครนจำนวนมากได้อพยพออกไปเพื่อแสวงหาที่หลบภัยในต่างประเทศ ชาวยูเครนมากกว่าครึ่งล้านคนมุ่งหน้าไปยังแคนาดาและสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 ผู้ที่สนใจที่จะอยู่ในแคนาดาจะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศผ่าน โครงการ CUAET (Canada-Ukraine Authorization for Emergency Travel) ซึ่งคาดว่ามีชาวยูเครนประมาณ 3 แสนคนที่ขอใบอนุญาตทำงานและการศึกษาในแคนาดา
การคว่ำบาตรรัสเซียและโอบอุ้มผู้ลี้ภัยชาวยูเครนในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ชาวแคนาดาตั้งคำถามต่อรัฐบาลทรูโดว่า ในขณะที่รัฐบาลทุ่มเทงบประมาณมากมายไปอุดหนุนสงครามนอกบ้านและผู้อพยพต่างชาตินั้น รัฐบาลได้ทำอะไรให้คนในชาติที่กำลังลำบากบ้าง
ไม่รู้ว่าจัสติน ทรูโด จะได้อยู่ถึง 20 มกราคม 2568 ในวันที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมกับสิ่งที่จะตามมาคือขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 25%

