ธปท.ผนึกภาคการเงิน ปิดช่องโจรใช้ระบบการเงิน
ธปท.จับมือ 11 หน่วยงานการเงิน ยกระดับมาตรการเชิงรุกสกัดธุรกรรมผิดกฎหมาย ใช้เทคโนโลยี–ฐานข้อมูลเชื่อมโยงตรวจจับความเสี่ยง พร้อมยกระดับ KYC และระบบ Central Fraud Registry หวังปิดช่องอาชญากรใช้ระบบการเงินเป็นทางผ่าน ควบคู่คุ้มครองประชาชนและรักษาการเข้าถึงบริการทางการเงิน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล ได้ร่วมกันขับเคลื่อน “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” (Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities) เพื่อยกระดับการป้องกันเชิงรุก ไม่ให้ภาคการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภท
กรอบความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ พร้อมปกป้องประชาชนจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลด้านการป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางมิชอบให้เป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการองค์กร
ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะต้องกำหนดแนวทางป้องกันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม มีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละธุรกิจ และปรับปรุงมาตรการให้เท่าทันบริบทและความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ จะนำความเชี่ยวชาญด้านข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพของแต่ละหน่วยงานมาใช้ในการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองต่อความเสี่ยง โดยให้ความสำคัญกับการร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ รูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือธุรกรรมทุจริตที่มีความซับซ้อน และอาจอาศัยช่องว่างระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือ
อย่างไรก็ตาม การยกระดับมาตรการดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้สุจริต การเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างสมดุลควบคู่กันไป
สำหรับ ธปท. จะยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งระบบ ทั้งการตรวจสอบลูกค้าและคู่ค้า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดช่องว่างของการกระทำผิด พร้อมพัฒนามาตรการให้เท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และส่งเสริมความรู้เท่าทันทางการเงินแก่ประชาชน
ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ที่ร่วมจัดทำกรอบความร่วมมือครั้งนี้มี 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) รวมถึง 6 สมาคมและชมรมของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank lender)
มาตรการที่จะร่วมกันดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับกระบวนการ KYC/CDD/EDD การตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติในเชิงรุก การพัฒนาฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยง และการเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry (CFR) ตลอดจนการจัดทำคู่มือด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ของอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน จะใช้เครือข่ายชุมชนสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับกลุ่มเปราะบาง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงหรือถูกนำบัญชีและบริการทางการเงินไปใช้ในทางมิชอบ
ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับจะเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดช่องว่างที่ระบบการเงินอาจถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย ยกระดับการป้องกันและรับมือภัยทางการเงิน ตลอดจนคุ้มครองประชาชนและสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างมั่นใจและไว้วางใจในระยะยาว
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย ข่าวฉบับที่ 35/2569 ลงวันที่ 10 กันยายน 2569
