ธนาคารกรุงเทพฝ่าเศรษฐกิจโลก โชว์ผลงาน 9 เดือน กำไรโต 9.9%
ส่งออกชะลอ–นักท่องเที่ยวจีนลด–เงินเฟ้อติดลบฉุดอุปสงค์ในประเทศ ธนาคารกรุงเทพโชว์ศักยภาพบริหารสินทรัพย์รอบคอบ กำไร 9 เดือนแรกปี 2568 แตะ 38,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% พร้อมยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน”
ในไตรมาส 3 ปี 2568 ภาวะเศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัวต่อเนื่องตามภาคการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อล่วงหน้าของประเทศคู่ค้าที่เริ่มลดลง ขณะเดียวกันภาคบริการซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนถึงภาวะอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเผชิญข้อจำกัดจากงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ขีดความสามารถในการพยุงเศรษฐกิจลดลง
โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายการค้ารอบใหม่ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงเปราะบาง
ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยังคงดำเนินกลยุทธ์อย่างรอบคอบ และยึดมั่นในการเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ที่พร้อมให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยขยายโอกาสในต่างประเทศ ภายใต้แนวทาง Regionalization Strategy
นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยั่งยืน สนับสนุนนโยบายของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ช่วยให้สามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่คำนึงถึงสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิ จำนวน 38,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์และกระจายแหล่งรายได้ที่หลากหลาย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
และมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 94,364 ล้านบาท โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.81% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิของเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนรวมถึงกำไรจากเงินลงทุน
ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากรายได้ธุรกรรมธนาคารและกองทุนรวม นอกจากนี้ธนาคารยังคงเน้นบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงมาอยู่ที่ 44.7%
ในส่วนของการบริหารความเสี่ยง ธนาคารได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตอย่างระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 การตั้งสำรองลดลงจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นรวม 9 เดือนอยู่ที่ 29,549 ล้านบาท
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อรวมจำนวน 2,606,661 ล้านบาท ลดลง 3.2% จากสิ้นปีก่อน โดยสินเชื่อภาคธุรกิจรายใหญ่ยังคงขยายตัวในระดับที่ดี อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.3% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงถึง 294.2% สะท้อนแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบของธนาคาร
ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3,174,287 ล้านบาท ใกล้เคียงกับสิ้นปีก่อน โดยมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 82.1%
ขณะเดียวกันเงินกองทุนรวมของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมี อัตราส่วนเงินกองทุนรวม 22.6% อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 18.0% ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตามธนาคารยังคงยึดมั่นในหลักการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง พร้อมรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2568
โดยธนาคารมุ่งเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของลูกค้าไทยให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโอกาสในตลาดภูมิภาค ควบคู่กับการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวสู่เส้นทางการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน
