“ทิพยฯ ลุยรายย่อย” ดัน Personal Line แตะ 50% ใน 3 ปี
ทิพยประกันภัย เดินเกมปรับพอร์ตครั้งใหญ่ เร่งเจาะตลาดลูกค้ารายย่อยผ่านแพลตฟอร์ม “ทิปโซ” (TIPSOL) ตั้งเป้าสร้างเบี้ยปีแรกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท หวังดันสัดส่วน Personal Line แตะ 50% ภายใน 3 ปี พร้อมขยับพอร์ตรถยนต์เป็น 40% ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยรวม 3.2-3.3 หมื่นล้านบาท โต 5% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่คาดโต 2.5-3%
ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอการรับประกันภัยครั้งสำคัญ โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อย หรือ Personal Line ผ่านการเปิดตัว “ทิปโซ” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องการเชื่อมโยงแบรนด์กับชีวิตประจำวันของลูกค้าในทุกมิติ
“ทิปโซครอบคลุมไลฟ์สไตล์ 7 ด้าน ได้แก่ รถยนต์ บ้านและที่อยู่อาศัย การเดินทาง สุขภาพและการแพทย์ กิน-ช้อป-เที่ยว สัตว์เลี้ยง และการมูเตลู โดยบริษัทต้องการใช้ข้อมูลและพฤติกรรมลูกค้ามาพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาว สร้าง “Lifetime Customer” และต่อยอดให้ลูกค้าเป็นผู้แนะนำแบรนด์ไปยังครอบครัวและคนใกล้ชิด”ดร.สมพร กล่าว
สำหรับเฟสแรกเปิดให้ลูกค้ารายย่อยที่มีกรมธรรม์รายปี รวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับสิทธิประโยชน์ ส่วนเฟสสองจะขยายไปยังลูกค้านิติบุคคล ผู้บริหาร และ CEO ขององค์กรต่างๆ โดยตั้งเป้าเบี้ยจากโครงการในช่วง 12 เดือนแรกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท
ปัจจุบันทิพยประกันภัยมีสัดส่วนพอร์ต Personal Line ประมาณ 35% ขณะที่ลูกค้านิติบุคคลอยู่ที่ 65% บริษัทตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะปรับสัดส่วนลูกค้ารายย่อยขึ้นเป็นอย่างน้อย 50% หากพอร์ตเบี้ยรวมแตะระดับ 4 หมื่นล้านบาท จะทำให้เบี้ยจากตลาดรายย่อยมีโอกาสแตะ 2 หมื่นล้านบาท
ด้านประกันภัยรถยนต์ บริษัทเตรียมขยายสัดส่วนจากเดิมที่จำกัดไว้ไม่เกิน 25% ของพอร์ตรวม ขึ้นเป็น 40% ภายใน 3 ปี โดยยังคงรักษาสัดส่วนธุรกิจ Non-Motor ให้มากกว่าพอร์ต Motor เพื่อคงจุดแข็งการเป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่มีฐาน Non-Motor แข็งแกร่ง
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรวม 32,000-33,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 5% สูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.5-3% โดยครึ่งปีแรกบริษัททำผลงานได้เกินครึ่งหนึ่งของเป้าหมายแล้ว ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และการส่งออก รวมถึงแนวโน้มรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดที่เติบโตต่อเนื่อง
ดร.สมพร กล่าวเพิ่มเติมถึงการวางเกณฑ์ ‘ประกันภัยพิบัติ’ ว่า ในฐานะคณะกรรมการสมาคมประกันวินาศภัยไทย ยังเดินหน้าหารือร่วมกับ คปภ. และรัฐบาล เพื่อจัดทำโครงสร้าง “การประกันภัยภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย” ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายให้เริ่มเปิดรับประกันตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนนี้
โครงการดังกล่าวจะใช้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง โดยภาครัฐสนับสนุนเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 500 บาทต่อหลังคาเรือน ครอบคลุมผู้มีสิทธิตามทะเบียนบ้านและที่อยู่อาศัยที่มีผู้อยู่ประจำประมาณ 30 ล้านครัวเรือน รวมถึงห้องชุด ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยทั้งระบบเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 ล้านบาท และให้ความคุ้มครองความเสียหายสะสมสูงสุด 75,000 ล้านบาทในระยะเวลา 1 ปี สำหรับภัยพิบัติที่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติสาธารณะอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ มองว่าโครงการมีความเสี่ยงสูง จึงเตรียมกำหนดเกณฑ์คัดเลือกบริษัทประกันภัยอย่างเข้มงวด โดยเบื้องต้นอาจกำหนด CAR Ratio ไม่ต่ำกว่า 180-200% และต้องมีกำไรต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี เพื่อป้องกันผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทหากเกิดเหตุภัยพิบัติขนาดใหญ่
และจากการประเมินเบื้องต้น มีบริษัทประกันวินาศภัยที่คาดว่าจะผ่านเกณฑ์ราว 25 บริษัท จากสมาชิกทั้งหมด 47 บริษัท โดยสมาคมฯ จะเร่งสรุปหลักเกณฑ์และแนวทางทำงานร่วมกับภาครัฐ ก่อนเสนอรายละเอียดกลับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการบริหารความเสี่ยงของโครงการ สมาคมฯ เตรียมจัดตั้งระบบ Reinsurance Pool โดยให้ บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ หรือ “ไทยรี” ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและผู้จัดการพูล
บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมจะร่วมรับความเสี่ยงภายในประเทศไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ขณะที่ความเสี่ยงส่วนที่เหลือประมาณ 70,000 ล้านบาท จะโอนไปยังผู้รับประกันภัยต่อต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดภาระการตั้งสำรองของบริษัทในประเทศ
“โครงการนี้เป็นภารกิจสำคัญที่ภาครัฐมอบหมายให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเข้ามามีส่วนร่วมบริหารความเสี่ยง จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยภาคธุรกิจมีความพร้อมในการบริหารความเสี่ยงและรองรับสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐ”ดร.สมพร กล่าวทิ้งท้าย
