ทรูฯ กำไรไตรมาส 3 แตะ 6.7 พันล้าน โต 324%
ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 กวาดกำไรสุทธิ 6.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 324.1% จากปีก่อน พร้อมทำสถิติสูงสุดทั้งรายได้จากการให้บริการ EBITDA และกำไรสุทธิ รับแรงหนุนรายได้ธุรกิจหลักเติบโตและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจ โดยบริษัททำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งรายได้จากการให้บริการ EBITDA และกำไรสุทธิ แม้ต้องเผชิญสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยรายได้จากการให้บริการเมื่อปรับรายการที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบแล้ว เติบโต 2.0% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบ้าน รวมถึงการนำระบบบริหารคุณค่าลูกค้า (Customer Value Management: CVM) ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์และนำเสนอสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ผ่านช่องทางและช่วงเวลาที่เหมาะสม
ซึ่งบริษัทเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วย AI ทั้งด้านการสร้างมูลค่าทางธุรกิจและการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า พร้อมเดินหน้าพัฒนารากฐาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป
ด้านนายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน กล่าวว่า รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) อยู่ที่ 4.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากปีก่อน และ 0.6% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และออนไลน์
ขณะที่รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) ลดลงบางส่วน ส่วน EBITDA อยู่ที่ 2.85 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน และ 0.6% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น 3.1 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 68.4%
สำหรับกำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT) อยู่ที่ 6.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 324.1% หรือ 4.2 เท่าจากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.8% จากไตรมาสก่อน โดยเมื่อปรับผลกระทบจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาสนี้ กำไรสุทธิอยู่ที่ 7 พันล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 3.6 เท่า จาก 4.1 เท่าในปีก่อน สะท้อนการปรับตัวดีขึ้นของฐานะการเงิน
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 5.5 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 83% หรือ 0.16 บาทต่อหุ้น โดยผลประกอบการดังกล่าวช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและสนับสนุนการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ขณะที่บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2569 และเป้าหมายระยะกลางที่กำหนดไว้
