สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ทรัมป์อ้าง“คิวบา” หาทางลงศึกอิหร่าน

 ทรัมป์อ้าง“คิวบา” หาทางลงศึกอิหร่าน

ในขณะที่การทำสงครามกับอิหร่านยังนัวเนียเข้าสู่สัปดาห์ที่3  ขีปนาวุธที่แต่ละฝ่ายยิงกันแบบไม่ยั้งยังบินว่อนเต็มท้องฟ้าตะวันออกกลาง  แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กลับโพล่งขี้นมาว่าเขากำลังเตรียมจะจัดการกับ “คิวบา”เป็นรายต่อไป  เพราะเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯจะต้องเข้าไป “ยึดครอง”หรือ “ปลดปล่อย”คิวบาจากสภาพการณ์ที่กำลังเป็นประเทศที่อ่อนแออย่างหนักในเวลานี้

นับตั้งแต่นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีของสหรัฐฯในสมัยแรกจนถึงสมัยที่สอง  ทรัมป์เอ่ยชื่อ คิวบา ขึ้นมาเป็นวาระทางการเมืองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในฐานะรัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่ถือเป็น “คู่ปรับเชิงอุดมการณ์” หรือตัวอย่างของระบอบที่ล้มเหลวในสายตาของวอชิงตัน การพูดถึงคิวบาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ใช่เพียงการย้อนรอยความขัดแย้งยุคสงครามเย็น  แต่เป็นการตอกย้ำว่าประเทศที่เป็นแค่เกาะเล็กๆในแคริบเบียนแห่งนี้ยังคงมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์สำหรับสหรัฐอเมริกา อย่างน้อยในเชิงการเมืองภายในและภาพลักษณ์ของอำนาจนำในซีกโลกตะวันตก

วอชิงตันเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ ฟิเดล คัสโตร โดยมีการขยายขอบเขตการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้นในเวลาต่อมาและต่อเนื่องยาวนานกว่า6ทศวรรษ  รวมถึงในยุคทรัมป์2 ที่สั่งเพิ่มมาตรการกดดันต่อคิวบาโดยเฉพาะการตัดอุปทานน้ำมันเพื่อสร้างผลกระทบต่อเนื่อง

สถานการณ์ล่าสุดในคิวบาสะท้อนภาพของวิกฤติที่ทับซ้อนกันหลายชั้น ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างในหลายเมือง โรงไฟฟ้าที่ขาดการซ่อมบำรุงและเชื้อเพลิงไม่เพียงพอไม่สามารถผลิตไฟได้ตามความต้องการ ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีไฟฟ้าเป็นเวลานาน  ธุรกิจขนาดเล็กหยุดชะงัก การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง ขณะที่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้น

ผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษทำให้เศรษฐกิจของคิวบา ขาดความยืดหยุ่น การเข้าถึงตลาดการเงินระหว่างประเทศถูกจำกัด การนำเข้าพลังงานและเทคโนโลยีเผชิญอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง  ภาพของคิวบาในวันนี้คือความยากจนของประชากร88%ของคนทั้งประเทศ  ความอดอยากที่รุนแรงขึ้นและปัญหาสุขภาพที่ติดตามมา

การที่ทรัมป์หยิบยกคิวบาขึ้นมาเป็น “ภารกิจใหม่” ย่อมมีนัยทางการเมืองมากกว่าที่เห็น  เขาพยายามสร้างภาพว่าคิวบาเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งในมิติของมนุษยธรรมและความมั่นคง แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นการปูทางสำหรับการ “เปลี่ยนเรื่อง” จากสมรภูมิตะวันออกกลางที่กำลังสร้างต้นทุนสูงและถมเท่าไรก็ไม่เต็มหากต้องต่อสู้กับอิหร่านอย่างยืดเยื้อ  ซึ่งทรัมป์รู้ตัวดีว่าไม่อาจนำกองทัพอเมริกันไปติดหล่มสงครามอย่างที่พ่ายแพ้ยับเยินจากเวียดนาม อิรัก และอัฟกานิสถาน

สงครามที่เริ่มต้นจากการจับมือระหว่างกับ “อิสราเอล” ภายใต้ข้ออ้างการป้องกันภัยจากนิวเคลียร์ กลับไม่ง่ายอย่างที่วางแผนว่าชิงโจมตีก่อนแล้วรีบปิดจบ  เพราะอิหร่านไม่เพียงไม่ถอย แต่ยังตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง  ยุทธการของอิหร่านที่เตรียมตัวมานานเกือบ 40 ปีไม่ได้จำกัดเป้าหมายเพียงอิสราเอล  หากยังขยายไปยังฐานทัพของสหรัฐฯในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สร้างแรงกดดันทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และจิตวิทยา

จุดเปลี่ยนสำคัญคืออิหร่านใช้แผนทำสงครามเศรษฐกิจด้วยการการ “ปิดช่องแคบเฮอร์มุซ” ทำให้ตลาดพลังงานโลกสั่นสะเทือนทันทีด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น  ไม่เพียงกระทบเศรษฐกิจโลก แต่ยังย้อนกลับไปกดดันเศรษฐกิจภายในของสหรัฐอเมริกาเอง  ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เสียงเรียกร้องให้ยุติสงครามเริ่มดังขึ้นในสภาคองเกรส  ไม่เพียงเท่านั้นนานาประเทศที่เดือดร้อนก็ร่วมกดดันเรียกร้องให้สหรัฐฯยุติสงครามโดยเร็ว

ในเวลาเดียวกันพันธมิตรเดิมของวอชิงตันที่เคยทำตัวเป็นเบี้ยล่างที่สหรัฐฯสั่งอะไรก็ทำตาม  กลับเลือกที่จะถอยห่างแทนการร่วมรบกับอิหร่าน   หลายประเทศในยุโรปรวมทั้งเหล่าสมาชิกNATOที่ร่วมหนุนหลังสงครามยูเครนต่างแสดงจุดยืนว่าไม่เอาแล้ว    ขณะที่ชาติในอ่าวเปอร์เซียซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงก็เลือกที่จะไม่เป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับอิหร่านที่อยู่ข้างบ้าน  ดีกว่าออกหน้าไปร่วมกับสหรัฐฯที่อยู่คนละภูมิภาค

ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ทรัมป์ จำเป็นต้องหาทางออกจากสงครามกับอิหร่านโดยไม่ให้ดูเป็นฝ่ายพ่ายแพ้  การประกาศความสำเร็จตั้งแต่ระยะต้นของปฏิบัติการ เช่น การเด็ดชีพผู้นำอิหร่านไปได้หลายคน  การทำลายขีดความสามารถของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC กลายเป็นเครื่องมือทางวาทกรรมที่สำคัญ แต่เพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ

การยก“คิวบา” ขึ้นมาเป็นเป้าหมายใหม่จึงมีบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์ในการเบี่ยงเบนประเด็นเปลี่ยนกรอบการสนทนาในสังคมอเมริกัน จากคำถามว่า “ทำไมสงครามยังไม่จบ” ไปสู่ “สหรัฐฯ ควรทำอะไรต่อไป” และคำตอบที่ถูกนำเสนอคือการหันไปจัดการกับวิกฤติในคิวบา

แม้วันนี้คิวบาจะไม่มีผู้นำที่แข็งแกร่งที่เป็นนักปฏิวัติอย่าง ฟิเดล คัสโตร หรือ เช เกวารา  และมีภาพเป็นเพียงเกาะท่องเที่ยวเล็กๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ   แต่วอชิงตันยังถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จ่ออยู่ปลายจมูก  เป็นดินแดนของลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่ไม่อาจปล่อยให้หันไปพึ่งพามหาอำนาจอื่นอย่างจีนและรัสเซีย  ไม่อาจเปิดช่องให้คู่แข่งเข้ามามีอิทธิพลใกล้ชายฝั่งของสหรัฐฯ

การเข้ายึดหรืออ้างการปลดปล่อยคิวบาในเวลานี้  ในความคิดของทรัมป์หรือบรรดาเหล่าลิ่วล้อรอบข้างจึงเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว  ทั้งพาตัวเองออกจากศึกอิหร่าน  และยึดครองคิวบาตัดอิทธิพลจีนกับรัสเซีย

แต่เรื่องคงไม่ง่ายอย่างปฏิบัติการบุกลักพาตัวผู้นำเวเนซูเอล่ายามกลางคืน  เพราะ มิเกล ดิอัซ–กาเนล ประธานาธิบดีคิวบา ออกแถลงการณ์ตอบทรัมป์อย่างหนักแน่นว่า  สหรัฐฯจะต้องเผชิญกับการต้านทานอย่างสุดกำลังหากคิดจะรุกล้ำอธิปไตยหรือพยายามเข้ายึดครองคิวบา  ส่วนมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตรกับคิวบาก็คงไม่ปล่อยให้ทรัมป์ทำตามอำเภอใจได้ง่ายๆอีกครั้ง

ย้อนกลับไปที่สมรภูมิตะวันออกกลาง  ทรัมป์จะสามารถผละออกจากสงครามได้หรือไม่โดยไม่สูญเสีย “อำนาจนำ” คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การถอนตัวอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการลดบทบาทและปล่อยให้อิสราเอลรับภาระหลักในสนามรบ

อย่างไรก็ตามการปล่อยให้อิสราเอล ดำเนินการเพียงลำพังย่อมมีความเสี่ยง ทั้งในแง่ของการยกระดับความรุนแรงและการสูญเสียการควบคุมสถานการณ์  ในทางปฏิบัติวอชิงตันอาจยังคงสนับสนุนในเบื้องหลัง ทั้งด้านข่าวกรอง อาวุธ และการทูต เพื่อลดแรงกดดันโดยไม่ละทิ้งพันธมิตร  แต่สุดท้ายก็อาจเหมือนหนุนหลัง “ยูเครน”ไปสู้กับรัสเซีย ซึ่งผลก็อย่างที่เห็นคือเจ๊งทั้งประเทศ

ท้ายที่สุดการที่ทรัมป์หยิบยก “คิวบา” ขึ้นมาในจังหวะนี้ จึงสะท้อนถึงความพยายามในการ “รีเซ็ตเกม” มากกว่าการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง  มันคือการแสดงเจตาเปลี่ยนสนามรบเพื่อรักษาภาพลักษณ์ และเปิดพื้นที่ใหม่ในการก่อสงครามใหม่เพื่อขายอาวุธซึ่งเป็นงานถนัดของวอชิงตัน

***

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ