จีนเปลี่ยน โลกเปลี่ยน แต่ไทยไม่ขยับ
ในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ของโลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และความมั่นคงระหว่างประเทศ กระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในระดับภูมิภาค แต่เป็นการสั่นสะเทือนระดับโครงสร้างของระบบโลก โดยมีหนึ่งในตัวแสดงสำคัญคือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันโลกโดยรวมก็กำลังเผชิญความผันผวนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคหลังสงครามเย็น
ท่ามกลางการเคลื่อนตัวของมหาอำนาจและการแข่งขันระดับโลก ประเทศขนาดกลางอย่าง “ไทย” จึงตกอยู่ในจุดทดสอบสำคัญว่าจะสามารถปรับตัวทันต่อคลื่นการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะในขณะที่จีนกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ ไทยกลับถูกวิจารณ์มากขึ้นว่าเคลื่อนตัวช้ายิ่งกว่าเต่าในกระดอง แถมยังติดหล่ม “ความขัดแย้งทางการเมืองภายใน”ที่ยืดเยื้อมานาน
จีน : สังคมนิยมทันสมัย
หากมองย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จีนเคยเป็นเพียงประเทศกำลังพัฒนาที่อาศัยแรงงานราคาถูกและการผลิตเพื่อส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ แต่ในวันนี้ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จีนกำลังยกระดับตัวเองจาก “โรงงานของโลก” ไปสู่ประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมขั้นสูงอย่างจริงจัง
รัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลให้กับการวิจัยและพัฒนา จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนด้าน R&D มากที่สุดในโลก เป้าหมายสำคัญคือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตก และสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จีนผลักดันอย่างเข้มข้น ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด เทคโนโลยีอวกาศ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีชีวการแพทย์
การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้จีนเริ่มกลายเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า(EV)และพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาเซลล์)ซึ่งจีนกลายเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังเพิ่มอำนาจต่อรองของจีนในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
อีกหนึ่งความสำเร็จที่มักถูกกล่าวถึงคือการแก้ปัญหาความยากจน ภายในระยะเวลาไม่กี่ทศวรรษ จีนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนหลายร้อยล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนขั้นรุนแรงได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ความสำเร็จนี้ทำให้จีนเริ่มนำเสนอ “โมเดลการพัฒนาแบบจีน” ต่อประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ที่กำลังมองหาแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง
ขณะเดียวกัน จีนยังขยายบทบาทของตนในระดับโลกผ่านโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการ “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” หรือ Belt and Road Initiative : BRI ซึ่งเป็นเครือข่ายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงหลายสิบประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ไปจนถึงยุโรป โครงการนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการสร้างถนน รถไฟ ท่าเรือ หรือระบบพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนในระดับโลก
บทบาทของจีนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่กำลังขยายไปสู่เวทีการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน จีนเริ่มเสนอแนวคิดเกี่ยวกับระเบียบโลกแบบพหุขั้ว และพยายามสร้างสถาบันความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของโลกตะวันตก โดยเฉพาะ“สหรัฐอเมริกา” ที่เคยเป็นผู้นำระบบโลกอย่างแทบไม่มีคู่แข่งในช่วงหลังสงครามเย็น
โลกใบเดิมแต่เติมความผันผวน
ในขณะเดียวกัน ภาพรวมของโลกในปัจจุบันก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจหลายขั้ว ตั้งแต่ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง ไปจนถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจกำลังแย่งชิงอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ ความตึงเครียดเหล่านี้ทำให้ระบบโลกมีความเสี่ยงสูงขึ้น และสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาเงินเฟ้อ ความผันผวนของราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางการค้า และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาวะเปราะบางมากขึ้น หลายประเทศเริ่มหันกลับมาปกป้องอุตสาหกรรมของตนเอง ส่งผลให้ระบบการค้าโลกเผชิญแรงกดดันมากกว่าที่เคย
นอกจากนี้ เทคโนโลยียังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจ โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ควอนตัม และระบบดิจิทัลขั้นสูง ประเทศที่สามารถครองความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ จะมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จึงไม่แปลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศมหาอำนาจจะทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
ในอีกด้านหนึ่ง โลกยังต้องเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น โรคระบาดระดับโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนพลังงานและอาหาร รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ ฯลฯ ภัยคุกคามเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศต่างๆหรือของโลกได้อย่างรุนแรง ดังเช่นการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้โลกหยุดนิ่งนานนับปี
ไทยไม่ขยับติดหล่มการเมือง
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทยที่เคยภาคภูมิใจว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร มีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางของอาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีระบบสาธารณสุขที่เหนือกว่านานาประเทศที่คุยว่าร่ำรวย มีรอยยิ้มที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ประเทศไทยกลับย่ำอยู่กับที่มานานนับทศวรรษและกำลังไล่ตามเพื่อนบ้านที่ก้าวแซงอย่างรวดเร็ว
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเมืองภายในประเทศที่ติดอยู่กับความขัดแย้งยาวนาน ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา ประเทศใช้พลังงานจำนวนมากไปกับ “การชุมนุมกีฬาสี”และการแข่งขันระหว่างกลุ่มอำนาจภายใน มากกว่าการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อรับมือกับการแข่งขันระดับโลก ความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งมีทั้งการทำรัฐประหาร การเลือกตั้ง ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้การลงทุนใหม่ ๆ ชะลอตัวลง และทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่
แม้ไทยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ในระดับสูง ความยากจนแฝงในหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าแบบดั้งเดิมเป็นหลัก
เมื่อโลกเผชิญความผันผวน เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้อุตสาหกรรมไทยจำนวนมากยังไม่สามารถยกระดับไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเริ่มถูกท้าทายจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม หรือ อินโดนีเซีย ที่กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก
นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เพราะการตัดสินใจในวันนี้จะกำหนดทิศทางของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า หากไทยสามารถปรับตัวได้ทัน ประเทศอาจก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค แต่หากยังคงติดอยู่กับความขัดแย้งภายในและการบริหารแบบระยะสั้น โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอาจทิ้งประเทศไทยไว้ข้างหลังอย่างถาวร
