สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

จากเอเวอร์แกรนด์ ถึงฮิวแมนนอยด์

 จากเอเวอร์แกรนด์ ถึงฮิวแมนนอยด์

ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน จีนได้เผยแพร่ข่าวสองเรื่องใหญ่ออกไปสู่สายตาชาวโลก  เรื่องแรกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “นายสวี่ เจียอิ้น” หรือ Hui Ka Yan ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานบริษัท ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีน  สั่งริบทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด  พร้อมสั่งปรับบริษัทเอเวอร์แกรนด์ 8,820 ล้านหยวน และบริษัทในเครืออีก 7,000 ล้านหยวน จากความผิดหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางการเงิน การระดมทุนโดยผิดกฎหมาย การออกหลักทรัพย์โดยฉ้อฉล และการทุจริตติดสินบน

เพียงสองวันต่อมาจีนได้ประโคมข่าวการแข่งขัน World Humanoid Robot Games” ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 สิงหาคม ที่สนามกีฬาแห่งชาติสปีดสเก็ต “ปิงไต้” กรุงปักกิ่ง  การแข่งขันครั้งนี้มีถึง 51 รายการ มี 16 ประเทศเข้าร่วม และมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กว่า 2,000 ตัวจาก 666 ทีมลงแข่งขัน

สองข่าวที่แตกต่างแต่ชวนติดตามถูกนำมาอยู่บนเส้นเวลาเดียวกัน  เพราะ“เอเวอร์แกรนด์” เคยเป็นภาพความเติบโตด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนในอดีตที่ “บ้านแนวตั้ง” หรือคอนโดมิเนียมผุดเป็นดอกเห็ดไปทั่วทุกเมือง  ส่วนหุ่นยนต์ “ฮิวแมนนอยด์” ก็เป็นอีกภาพหนึ่งของจีนในอนาคตที่กำลังจะเติบโตด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ  หลังจากที่พุ่งทะยานมาแล้วด้วยรถยนต์ไฟฟ้า(EV)

เอเวอร์แกรนด์ : บทเรียนราคาแพงที่แสนเจ็บปวด

ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว “บ้าน”ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยราคาแพง  แต่กลายเป็นทั้งทรัพย์สินเพื่อการลงทุน เป็นหลักประกันในการกู้เงิน และเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งของครอบครัวจีน  ขณะเดียวกันรัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมากก็พึ่งพารายได้จากการให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำที่ดินรัฐไปใช้ในการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

          เอเวอร์แกรนด์คือหนึ่งในบริษัทที่เดินเกมนี้ได้สุดทาง  บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1996 และขยายตัวจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งไปสู่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ไฟฟ้า การกีฬา และธุรกิจอื่นๆ  ในช่วงรุ่งเรืองบริษัทมียอดขายต่อปีสูงถึงประมาณ 700,000 ล้านหยวนในปี 2020  ทำให้ “สวี่ เจียอิ้น”ผู้ก่อตั้งเคยได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของเอเชีย  แต่การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการสะสมหนี้จำนวนมหาศาล

จุดอ่อนของรูปแบบธุรกิจของเอเวอร์แกรนด์คือ เมื่อบริษัทต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อที่ดินและเริ่มโครงการใหม่  บริษัทก็จำเป็นต้องขายบ้านล่วงหน้า กู้เงินจากสถาบันการเงิน ออกพันธบัตร และใช้เงินจากโครงการหนึ่งไปหมุนอีกโครงการหนึ่ง  หากยอดขายยังเติบโตระบบก็สามารถเดินต่อไปได้  แต่เมื่อยอดขายชะลอตัว กระแสเงินสดก็จะเริ่มตึงตัวทันที เพราะหนี้จำนวนมากยังคงต้องชำระตามกำหนด ขณะที่รายได้จากการขายบ้านลดลง

ปี 2020 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มใช้นโยบาย “สามเส้นแดง” (Three Red Lines) เพื่อควบคุมการก่อหนี้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้การขยายตัวอยู่บนฐานหนี้ที่สูงเกินไป  มาตรการดังกล่าวทำให้บริษัทที่มีฐานะทางการเงินเปราะบางไม่สามารถกู้เงินเพิ่มได้อย่างง่ายดาย และเอเวอร์แกรนด์ซึ่งมีภาระหนี้สูงมากก็เริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงก่อนเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ในปี 2021

วิกฤติของเอเวอร์แกรนด์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบริษัทรายเดียว  แต่กลายเป็นตัวเร่งให้“ฝีที่เริ่มกลัดหนอง” ที่ซ่อนอยู่ในระบบอสังหาริมทรัพย์จีนเริ่มแตกออกตามกัน   บริษัทรายอื่นทั้งเล็กและใหญ่ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ตลาดบ้านซบเซา โครงการก่อสร้างจำนวนมากล่าช้าหรือหยุดชะงัก ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อบ้านตกฮวบ สุดท้ายเมื่อฝีแตกพิษก็ลามไปทั้งระบบจนรัฐบาลจีนต้องเข้ามาฆ่าตัดตอนและ “เชือดไก่ให้ลิงดู”ในที่สุด

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ : แข่งขันเพื่อโชว์โลก

ภาพหุ่นยนต์วิ่ง 100 เมตรด้วยเวลา 9.39 วินาที ซึ่งเป็นการทำลายสถิติโลก อาจดูเหมือนเป็นเพียงการแสดงเทคโนโลยี แต่ในมุมเศรษฐกิจ มันมีความหมายมากกว่านั้น เพราะการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ครั้งนี้ไม่ได้มีเฉพาะการวิ่ง กระโดด หรือชกมวย แต่มีการแข่งขันที่จำลองการทำงานจริง ทั้งงานในโรงงาน งานโรงแรม งานบ้าน งานสำนักงาน งานกู้ภัย ฯลฯ

นี่คือการเปลี่ยนคำถามจาก “หุ่นยนต์ทำอะไรได้บ้าง” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “หุ่นยนต์จะทำงานแทนมนุษย์ในเศรษฐกิจจริงได้เมื่อไร” เพราะความสามารถในการวิ่งเร็วไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจเท่ากับความสามารถในการหยิบของ จัดสินค้า เปิดประตู ทำงานในโรงงาน ดูแลผู้สูงอายุ ทำความสะอาดบ้าน หรือทำงานในพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง

การแข่งขันปีนี้จึงมีความสำคัญตรงที่จีนกำลังพยายามนำหุ่นยนต์ออกจากห้องทดลองเข้าสู่ “สถานการณ์จริง” โดยมีการแข่งขันในโรงงาน โรงแรม ห้องสมุด บ้าน ร้านค้า และสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อทดสอบทั้งการมองเห็น การตัดสินใจ การควบคุมร่างกาย และความสามารถในการทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่อง

รัฐบาลจีนเองไม่ได้ปล่อยให้จัดการแข่งขันหุ่นยนต์ครั้งนี้เพียงเพื่อโชว์เทคโนโลยีหรือเพื่อความบันเทิง  แต่กำลังสร้างระบบอุตสาหกรรมขึ้นมารองรับ ในเดือนมิถุนายน 2026 กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนร่วมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจกลาง  ออกโครงการผลักดันการฝึกและทดสอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสถานการณ์จริง โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปีให้เกิดการใช้งานในสถานการณ์สำคัญและพัฒนาไปสู่ศักยภาพการใช้งานจริง

นอกจากนี้ จีนยังเริ่มวางมาตรฐานระดับประเทศสำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยี ชิ้นส่วน ระบบ การประเมินสมรรถนะ การประยุกต์ใช้ ไปจนถึงความปลอดภัยและจริยธรรม  ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศยังเสนอให้จัดทำมาตรฐานสำคัญอย่างน้อย 100 รายการภายในปี 2028 และต้องการให้มีบริษัทมากกว่า 200 แห่งนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ปี 2026-2030 จีนให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าสู่ภาคการผลิตมากขึ้น โดยระบุหุ่นยนต์ รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอีกหลายกลุ่ม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ รถยนต์พลังงานใหม่ วัสดุใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพ อากาศยาน และอุปกรณ์ไฮเทค เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ต้องเร่งพัฒนา

เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความต้องการสร้างภาพว่าจีนเป็นประเทศไฮเทคเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโจทย์เศรษฐกิจในระยะยาว จีนกำลังเผชิญสังคมสูงวัย กำลังแรงงานลดลง ผลตอบแทนจากการลงทุนแบบเดิมลดลง และความจำเป็นในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน  IMF ชี้ว่าจีนจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการเติบโตที่พึ่งพาการบริโภคและผลิตภาพมากขึ้น ขณะที่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์และหนี้ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ

เอเวอร์แกรนด์เตือนว่าจีนไม่สามารถพึ่งพาอสังหาริมทรัพย์ การลงทุน และหนี้เป็นเครื่องยนต์หลักได้ตลอดไป  ส่วนฮิวแมนนอยด์กำลังสะท้อนว่าจีนต้องการย้ายไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าจากเทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภาพมากขึ้น นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่ง่าย เพราะเศรษฐกิจเก่ามีขนาดใหญ่มากและยังเกี่ยวข้องกับหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ธนาคาร บริษัท และครัวเรือนจำนวนมหาศาล

ดังนั้น สิ่งที่จีนกำลังทำจึงไม่ใช่การทิ้งเครื่องยนต์เก่าเพื่อใช้เครื่องยนต์ใหม่ทันที  แต่เป็นการค่อยๆลดการพึ่งพาเครื่องยนต์ตัวเดิมพร้อมกับเร่งสร้างเครื่องยนต์ใหม่ขึ้นมาแทนที่  ความเร็วของการเปลี่ยนผ่านจะเป็นตัวกำหนดว่าจีนจะสามารถดูดซับผลกระทบจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ได้มากน้อยเพียงใด

คำพิพากษาเอเวอร์แกรนด์คือการปิดฉากยุคฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีน  ชะลอการสร้างบ้านสร้างเมืองจนล้นเหลือพร้อมๆกับเลิกฝันหวานว่าราคาที่ดินจะเพิ่มขึ้นตลอดไป  ส่วนภาพการโชว์ศักยภาพของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์คือการเปิดประตูสู่ยุคใหม่  ยุคที่จีนเดิมพันด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ