ค้าปลีกฝ่ามรสุม K-Shaped จี้รัฐเร่งอัดมาตรการกระตุ้น
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชี้เศรษฐกิจฟื้นไม่เท่ากัน หนี้ครัวเรือน 85.9% ฉุดกำลังซื้อ ชูยุทธศาสตร์ “TRA ACT” พร้อมยื่น 6 ข้อเสนอเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย (TRA) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ ภายใต้ภาวะการฟื้นตัวแบบ Uneven Recovery หรือการเติบโตที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจ K-Shaped อย่างชัดเจน โดยภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง
โดยกลุ่มธุรกิจส่งออก เทคโนโลยีดิจิทัล และการลงทุนขนาดใหญ่ยังเป็น “ขาบน” ของเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ “ขาล่าง” ซึ่งประกอบด้วยเอสเอ็มอีกว่า 3.3 ล้านราย และแรงงานกว่า 13.6 ล้านคน ยังคงเผชิญต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสียเพิ่มขึ้น และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว โดยปี 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดว่า GDP ไทยจะเติบโตเพียง 1.6–2.0% ขณะที่ตลาดค้าปลีกขยายตัวประมาณ 3% มีมูลค่า 4.38 ล้านล้านบาท ส่วนปี 2570 ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมิน GDP ที่ราว 1.8% และตลาดค้าปลีกเติบโต 3.0–3.5% หรือมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้านบาท
โดยมีปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งกำลังซื้อคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งอยู่ที่ 85.9% ของ GDP หรือประมาณ 16.44 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ผู้บริโภคแม้ยังเข้าร้านค้าในความถี่ใกล้เดิม แต่ลดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอย่างเห็นได้ชัด และหันมาเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นและคุ้มค่ามากขึ้น
อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประกาศยุทธศาสตร์ TRA “ACT” ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ A – Advancing Inclusive & Fair Growth เชื่อมโยงค้าปลีกกับเอสเอ็มอีและเกษตรกร
พร้อมผลักดันสินค้า Made in Thailand (MiT), C – Capability Building ยกระดับธุรกิจด้วย AI, Big Data และ Omnichannel รวมถึงสนับสนุนการจ้างงานที่ยืดหยุ่น และ T – Together for Sustainable Growth ส่งเสริมค้าปลีกสีเขียว ลดขยะและบรรจุภัณฑ์ที่กระทบสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังยื่น 6 ข้อเสนอถึงรัฐบาล ได้แก่ การต่อยอดโครงการกระตุ้นกำลังซื้อในรูปแบบ ไทยช่วยไทยพลัส, การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว ณ จุดขาย (Instant VAT Refund), การลดอากรนำเข้าสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอาง, การทดลองจัดตั้ง Free Tax Zone ในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต ตลอดจนการสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ
ทั้งนี้อนาคตของค้าปลีกไทยจะไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับตัวรับ 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่ ผู้บริโภคแบ่งขั้วระหว่างพรีเมียมกับความคุ้มค่า การเปลี่ยนหน้าร้านเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ การพัฒนา House Brand และ Local Sourcing รวมถึงการใช้ AI วิเคราะห์ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล
“การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างโอกาสให้ทุกคนในห่วงโซ่ ตั้งแต่เอสเอ็มอี เกษตรกร ไปจนถึงผู้บริโภค หากฐานรากแข็งแรง ค้าปลีกไทยก็จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายณัฐ กล่าวทิ้งท้าย
