กสิกรฯ ห่วงเศรษฐกิจไทยโต 2% บัญชีสะพัดเสี่ยงขาดดุล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเพียง 2% ฟื้นตัวแบบ K-Shape กระจายตัวไม่ทั่วถึง จับตาดุลบัญชีเดินสะพัดเสี่ยงขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สินเชื่อธนาคารเกิดภาวะ Two-Speed รายใหญ่ยังโตสวนทางเอสเอ็มอีหดตัว ห่วงหนี้ปรับโครงสร้างไหลกลับเป็น NPL ใหม่ถึง 19% คาดเอ็นพีแอลสิ้นปีแตะ 2.8-3% ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลุดท็อป 10 โลก หลังรถจีนรุกหนัก บอร์ด EV จ่อรื้อโครงสร้างภาษี หวังดันการผลิตปีหน้าฟื้น 4.9%
ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2% แต่การฟื้นตัวยังมีลักษณะ “K-Shape” โดยแต่ละภาคส่วนฟื้นตัวแตกต่างกัน แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้อานิสงส์จากกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมยังต่ำกว่าระดับ 50 ขณะที่การใช้จ่ายเพิ่มเติมยังกระจุกตัวอยู่ในบางหมวด โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม ทำให้แรงส่งจากการบริโภคมีโอกาสชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี
ส่วนการลงทุน ภาครัฐมีมาตรการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 เช่น โครงการ Solar Rooftop แต่ผลต่อเศรษฐกิจจะเห็นชัดขึ้นในปีหน้า ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ Data Center ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่กำลังเปลี่ยนจากระยะก่อสร้างเข้าสู่การสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า ทำให้เม็ดเงิน FDI ไม่ได้สร้างผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่
ด้านการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว หลังการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์เร่งตัวตามกระแส AI ขณะเดียวกันต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญและมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของการส่งออกไทย
ที่น่าจับตาคือการนำเข้าที่ขยายตัวเร็วกว่าการส่งออก ทั้งวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางเพื่อผลิตสินค้าส่งออก สินค้าทุน พลังงาน รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีความเสี่ยงขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยช่วง 7 เดือนแรกของปีมีมูลค่าการขาดดุลใกล้เคียงกับทั้งปี 2565
ด้านทิศทางดอกเบี้ย ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี เพื่อประคองเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3%
สำหรับภาคธนาคาร แม้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ 17 แห่งในไตรมาส 2 กลับมาขยายตัว 0.6% แต่ภาพรวมมีความแตกต่างในลักษณะ “Two-Speed” โดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังขยายตัว ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวแรง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ทั้งปีโต 5.6% แต่สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัว 4.8% ส่วนสินเชื่อรวมทั้งระบบคาดโตเพียง 0.5%
แม้ NPL ของระบบธนาคารอยู่ที่ 2.76% และดูเหมือนทรงตัว แต่เบื้องหลังมาจากการปรับโครงสร้างและบริหารจัดการหนี้เชิงรุก โดยลูกหนี้ธุรกิจรายใหญ่ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไหลกลับมาเป็น NPL ใหม่ถึง 19% ขณะที่เอสเอ็มอียังมีภาระหนี้สะสมจากช่วงโควิดและหลังเปิดประเทศ จึงคาดว่า NPL สิ้นปีจะอยู่ที่ 2.8-3%
อีกโจทย์ใหญ่คืออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ยอดผลิตรถยนต์ไทยลดลงต่อเนื่องหลังโควิด ขณะที่ยอดขายในประเทศจากเดิม 8-9 แสนคันต่อปี เหลือประมาณ 6-7 แสนคัน ประกอบกับการส่งออกชะลอตัว ทำให้ไทยซึ่งเคยขึ้นไปถึงอันดับ 9 ของโลกในปี 2556 และอยู่ในท็อป 10 มาโดยตลอด ล่าสุดปี 2568 หลุดมาอยู่อันดับ 11
แรงกดดันสำคัญมาจากรถยนต์จีน โดยรถจากจีนมีสัดส่วนมูลค่านำเข้าเกือบ 70% และ 72% เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV ขณะที่ยอดขาย BEV ในไทยคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของตลาด และกว่า 60% เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูป ประกอบกับสงครามราคาทำให้ราคาเฉลี่ย BEV ลดลงเหลือประมาณ 6.6 แสนบาท ใกล้เคียงรถสันดาปที่เฉลี่ย 5.7 แสนบาท
ภาครัฐและกรมสรรพสามิตจึงอยู่ระหว่างหารือในบอร์ด EV เพื่อปรับโครงสร้างภาษี โดยผู้ผลิตที่มีโรงงานในไทยจะยังได้ภาษีเดิม แต่เพิ่มเงื่อนไข Local Content ส่วนผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่านอาจถูกกำหนดโควตานำเข้าและเงื่อนไขผลิตชดเชย ขณะที่รถนำเข้าสำเร็จรูปจากผู้ประกอบการที่ไม่มีแผนตั้งโรงงานในไทย อาจเผชิญภาษีสรรพสามิตสูงถึง 30% ขึ้นไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากมาตรการดังกล่าวมีผล จะช่วยลดแรงกดดันจากรถนำเข้าและสงครามราคา ทำให้การผลิตรถยนต์ไทยปีหน้ามีโอกาสกลับมาขยายตัว 4.9% จากปีนี้ที่คาดว่าจะหดตัว 1.8% อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเร่งยกระดับ Local Content สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการปล่อยคาร์บอน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ภาพรวมจึงสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางแรงกดดันหลายด้าน ทั้งกำลังซื้อที่เปราะบาง สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัว คุณภาพหนี้ที่ต้องเฝ้าระวัง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่เสี่ยงขาดดุล ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการประคองเศรษฐกิจให้โต แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างเพื่อให้การฟื้นตัวกระจายตัวและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

