สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

กทม.เบรกดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง จ่อโซนนิ่งปี 70 อุดช่องโหว่เลี่ยง EIA

 กทม.เบรกดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง จ่อโซนนิ่งปี 70 อุดช่องโหว่เลี่ยง EIA

กทม.ผนึกพลังงาน–สาธารณูปโภค สั่งชะลอใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่ หวั่นกระทบชุมชน หลังพบช่องโหว่ผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตในลักษณะ “คลังสินค้า” เลี่ยง EIA

ขณะที่ปมพระราม 9 ถูกร้องเรียนกลิ่นดีเซลฉุนต่อเนื่อง ด้าน “ชัชชาติ” เดินหน้าผังเมืองใหม่ เตรียมกำหนดโซนนิ่งปี 2570 ดันศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ออกนอกเมือง

เบรกลงทุนใหม่กลางเมือง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยแนวทางรับมือการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หลังเกิดข้อกังวลจากประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง

กทม.ได้มีคำสั่ง ชะลอการพิจารณาใบอนุญาตก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่เพิ่มเติมเป็นการชั่วคราว เพื่อทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยและตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องกลิ่น เสียง และการจัดเก็บน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังมีการเปิดประเด็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งผู้ประกอบการบางรายสามารถยื่นขออนุญาตก่อสร้างโดยเทียบเคียงอาคารดาต้าเซ็นเตอร์กับ “คลังสินค้า” หรืออาคารประเภทอื่น เนื่องจากกฎหมายไทยเดิมยังไม่มีการกำหนดประเภทอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ไว้อย่างชัดเจน

ช่องว่างดังกล่าวทำให้เกิดข้อกังวลว่าโครงการขนาดใหญ่สามารถเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองและพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นได้ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมบางประเภท รวมถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กทม.และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวส่งสัญญาณมาตั้งแต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ภาครัฐเร่งผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล แต่กฎหมายและมาตรการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ยังตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

“การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ไม่ควรเติบโตบนความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเสนอให้ กทม.เร่งออกมาตรการควบคุมที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ช่องว่างของกฎหมายในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ”นายศุภณัฐ กล่าว

พระราม 9 ปมกลิ่นดีเซล

หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองคือบริเวณซอยพระราม 9 ซอย 6 เขตห้วยขวาง ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการก่อสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ของบริษัท ดาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด

โครงการดังกล่าวได้รับใบแจ้งการก่อสร้างอาคาร แบบ ยผ.4 เลขที่ 130/2567 เป็นอาคารสูง 4 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น มีพื้นที่รวม 12,249 ตารางเมตร โดยตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชนหนาแน่นและโรงพยาบาลพระราม 9

ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากกลิ่นน้ำมันดีเซลอย่างรุนแรงต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน โดยเฉพาะในช่วงเวลา 05.00-11.00 น. นอกจากนี้ยังมีการพบคราบน้ำมันปะปนมากับน้ำในท่อระบายน้ำสาธารณะ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสารเคมี สุขภาพ และความปลอดภัยของชุมชน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่น้ำมันดีเซลซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กรณีไฟฟ้าดับ โดยข้อมูลในเอกสารระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีน้ำมันสำรองสำหรับรองรับการทำงานประมาณ 48 ชั่วโมง

ขณะที่กฎหมายควบคุมปิโตรเลียมกำหนดว่า การกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง หากมีปริมาณเกิน 500,000 ลิตร จะเข้าข่ายเป็นคลังน้ำมัน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และต้องเข้าสู่กระบวนการ EIA

เอกสารระบุว่า จึงเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการเก็บน้ำมันในปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์เพียงเล็กน้อย โดยกรณีพระราม 9 มีการกล่าวถึงปริมาณประมาณ 400,000 กว่าลิตร ซึ่งอาจทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ควบคุมในฐานะคลังน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานและ กทม.ยืนยันว่า โครงการดังกล่าว ยังไม่ได้รับใบอนุญาตติดตั้งถังกักเก็บน้ำมันดีเซล และหากพบว่ามีการลักลอบเก็บน้ำมัน จะดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รามคำแหง 28 แจงตัวเลขไม่ถึง 5 แสน

ส่วนกรณีข่าวเกี่ยวกับพื้นที่ซอยรามคำแหง 28 เขตบางกะปิ ที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการกักเก็บน้ำมันดีเซลใต้ดินเกือบ 500,000 ลิตร กระทรวงพลังงานชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อน

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการ รมว.พลังงาน ระบุว่า จากการตรวจสอบใบอนุญาต พบว่าโครงการบริเวณรามคำแหง 28 ได้รับอนุญาตให้กักเก็บน้ำมันเพียง 200,000 ลิตร และกระทรวงพลังงานยืนยันว่าไม่มีโครงการใดในกรุงเทพฯ ที่ได้รับอนุญาตให้กักเก็บเกินกว่านี้

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นความผิดปกติ เช่น กลิ่นน้ำมันหรือการรั่วไหล สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที

ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟสูง แต่ใช้น้ำต่างจากห้าง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการใช้ทรัพยากรของดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อเปรียบเทียบกับอาคารธุรกิจประเภทอื่น

ข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง ณ วันที่ 2 กันยายน 2569 ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงประมาณ 8-20 เมกะวัตต์ โดยการใช้งานจริงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 เมกะวัตต์ และมีการใช้น้ำประมาณ 7,000-7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

ขณะที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยในระดับหลักสิบเมกะวัตต์ และใช้น้ำประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ส่วนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่มีการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 100 เมกะวัตต์ และใช้น้ำประมาณ 30,000-40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความต้องการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง แม้ระบบไฟฟ้าจะแยกสายจ่ายเฉพาะในบางกรณี และน้ำที่ใช้ในระบบหล่อเย็นส่วนใหญ่เป็นน้ำที่ระเหยออกจากระบบ

โซนนิ่งใหม่ปี 70 ดันศูนย์ข้อมูลยักษ์ออกนอกกรุง

กทม.เตรียมผังเมืองรวมฉบับใหม่ กำหนดพื้นที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ชัดเจน เมืองชั้นในเปิดทางเฉพาะโครงการเล็ก–กลาง จำกัดกำลังไฟ 10-20 MW ส่วนโครงการขนาด 100-200 MW ผลักดันไปพื้นที่นอกเมือง โดยเฉพาะ EEC

6 โครงการยื่นตั้งแต่ปี 64-65

สำหรับสถานการณ์ในกรุงเทพฯ เอกสารระบุว่า ปัจจุบันมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แบบอาคารเฉพาะ หรือ Standalone ที่ยื่นขอตั้งแต่ช่วงปี 2564-2565 รวมทั้งหมด 6 แห่ง

ในจำนวนนี้ กทม.อนุมัติไปแล้ว 3 แห่งในช่วงปี 2565-2566 ส่วนอีก 3 แห่งที่เหลือ รวมถึงโครงการบริเวณพระราม 9 ถูกสั่งระงับชั่วคราว เพื่อส่งข้อมูลกลับไปทบทวนและตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัย รวมถึงปัญหาการรบกวนชุมชนทั้งเรื่องกลิ่นและเสียง

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานได้สั่งชะลอคำขอติดตั้งถังน้ำมันสำรองสำหรับโครงการใหม่ทั้งหมด จนกว่าเกณฑ์ของคณะกรรมการระดับประเทศด้านดาต้าเซ็นเตอร์จะแล้วเสร็จ

ถือเป็นการส่งสัญญาณจากภาครัฐว่า การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจะต้องเดินคู่กับมาตรการกำกับดูแล โดยเฉพาะโครงการที่มีขนาดใหญ่และต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ และเชื้อเพลิงสำรองในปริมาณมาก

นายกฯ ประกาศนิยาม Data Center แล้ว

อีกความเคลื่อนไหวสำคัญคือ สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569

การมีนิยามที่ชัดเจนจะเปิดทางให้ กทม.สามารถนำไปปรับปรุงข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายผังเมือง การควบคุมอาคาร และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้มีความรัดกุมมากขึ้น

ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการปิดช่องว่างทางกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา เมื่อไม่มีนิยามอาคารดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการสามารถยื่นขออนุญาตโดยเทียบเคียงกับอาคารประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า

ขณะที่พื้นที่คลังสินค้าตามกฎหมายผังเมืองในปัจจุบันสามารถก่อสร้างได้ในพื้นที่หลายประเภท รวมถึงบางพื้นที่ที่เป็นเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก จึงเกิดคำถามว่ากรอบกฎหมายเดิมเพียงพอที่จะรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่หรือไม่

ผังเมืองใหม่คุมขนาดตามพื้นที่

นายชัชชาติเปิดเผยว่า กทม.อยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2570 โดยจะกำหนดข้อกำหนดด้าน Zoning สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน

แนวทางเบื้องต้นคือ ในเขตเมืองหลวงจะอนุญาตให้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กถึงปานกลาง โดยจำกัดการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 10-20 เมกะวัตต์ และกำหนดข้อจำกัดด้านการจัดเก็บน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เพื่อความปลอดภัยของชุมชนที่มีความหนาแน่นสูง

ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ไฟฟ้าในระดับ 100-200 เมกะวัตต์ และต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ควรผลักดันออกไปตั้งในพื้นที่นอกเมือง เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการปรับสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับการบริหารจัดการเมือง เพราะแม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่โครงการขนาดใหญ่ย่อมมีความต้องการใช้ทรัพยากรสูงและอาจสร้างผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ

3 แนวทางปิดช่องโหว่

ด้านนายศุภณัฐเสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมาย 3 ด้าน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการสวมรอยประเภทอาคารซ้ำอีก

หนึ่ง ปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาคาร โดยแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ให้มีการระบุนิยามดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน รวมทั้งเพิ่มระยะร่นอาคารจากปกติเป็นประมาณ 6-10 เมตร เพื่อให้รถดับเพลิงเข้าถึงอาคารได้สะดวกและเพิ่มความปลอดภัย ขณะเดียวกันสามารถผ่อนปรนเกณฑ์ที่จอดรถ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีจำนวนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไม่มาก

สอง ปฏิรูปผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร โดยบรรจุนิยามและ Zoning ของดาต้าเซ็นเตอร์ลงในร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ เพื่อปิดช่องว่างการใช้นิยาม “คลังสินค้า” ในการเข้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน

สาม ปฏิรูปมาตรฐาน EIA โดยเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์ ให้ดาต้าเซ็นเตอร์พิจารณาการทำ EIA จากขนาดและกำลังไฟฟ้า เพื่อให้โครงการรายย่อยไม่ต้องรับภาระเกินความจำเป็น แต่สามารถสกัดโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรได้

เทคโนโลยีต้องโตคู่ความปลอดภัย กทม.จับตาไฟ–น้ำ–เสียง–ความร้อน

“ชัชชาติ” ย้ำไม่ต่อต้าน Data Center แต่ต้องไม่แลกกับคุณภาพชีวิตประชาชน กทม.เดินหน้าคุมมลพิษเสียง ความร้อน และกลิ่นน้ำมัน พร้อมใช้กฎหมายท้องถิ่นจัดการทันทีหากพบผลกระทบ

ไม่ปิดกั้นลงทุน แต่ต้องมีกติกา

ทิศทางของ กทม.ไม่ได้มุ่งหมายที่จะปิดกั้นการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เป็นการกำหนดพื้นที่และมาตรฐานให้เหมาะสมกับขนาดของโครงการ

เพราะดาต้าเซ็นเตอร์มีบทบาทโดยตรงต่อเศรษฐกิจดิจิทัล และการตั้งอยู่ใกล้พื้นที่เมืองมีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อข้อมูล โดยเฉพาะเรื่อง Latency หรือความหน่วงของสัญญาณ

อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการมีขนาดใหญ่ขึ้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าและระบบหล่อเย็นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงต้องมีระบบไฟฟ้าสำรองและน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทำให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยต้องถูกกำหนดให้สอดคล้องกับขนาดและลักษณะการใช้งาน

กรณีพระราม 9 จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า การกำหนดกติกาสำหรับเทคโนโลยีใหม่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การขออนุญาตก่อสร้าง การกำหนดประเภทอาคาร การใช้ประโยชน์ที่ดิน ไปจนถึงการจัดเก็บเชื้อเพลิงและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

อุดรูรั่วกฎหมายก่อนเมืองรับไม่ไหว

นายศุภณัฐมองว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เรื่องที่ควรต่อต้าน เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ภาครัฐต้องทำให้แน่ใจว่าการลงทุนเกิดขึ้นภายใต้กติกาที่ชัดเจน

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การปิดช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนชื่อหรือประเภทของอาคารเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุม

จากกรณีที่เกิดขึ้น กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องพิจารณาทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องใบอนุญาตก่อสร้าง แต่ต้องมองถึงผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ความปลอดภัยจากเชื้อเพลิง ตลอดจนเสียงและความร้อนที่อาจเกิดจากการดำเนินงาน

จับตาผังเมืองฉบับใหม่ปี 70

การยกร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2570 จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองหลวงในระยะยาว

แนวทางที่วางไว้คือให้พื้นที่เมืองรองรับโครงการขนาดเล็กและปานกลางที่ควบคุมการใช้พลังงานได้ ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ระดับ 100-200 เมกะวัตต์ ควรไปอยู่ในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและรองรับอุตสาหกรรมได้มากกว่า

โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งถูกมองว่าเหมาะสมกับการรองรับโครงการขนาดใหญ่ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภาคอุตสาหกรรมและสามารถลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในเขตเมืองหลวง

หากแนวทางดังกล่าวเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย จะถือเป็นการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับผังเมือง

ชัชชาติย้ำ “เทคโนโลยีต้องไม่แลกชีวิตคน”

นายชัชชาติระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล และมีเหตุผลที่บางส่วนต้องตั้งอยู่ในเมืองเพื่อช่วยลดความหน่วงของสัญญาณ แต่การพัฒนาทางเทคโนโลยีต้องดำเนินควบคู่กับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน

กทม.จะติดตามตรวจสอบเรื่องมลพิษทางเสียง ความร้อน และกลิ่นน้ำมันอย่างเข้มงวด หากพบปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน จะบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นและสั่งการให้แก้ไขทันที

จากนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐว่า จะสร้างสมดุลระหว่าง “เมืองดิจิทัล” กับ “เมืองที่คนอยู่ได้” อย่างไร

เพราะการมาถึงของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เป็นสัญญาณว่ากรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มตัว แต่บทเรียนจากพระราม 9 ก็สะท้อนชัดว่า เมื่อเทคโนโลยีเดินเร็ว กฎหมายและผังเมืองก็ต้องเดินให้ทันเช่นกัน

เป้าหมายของผังเมืองปี 2570 จึงไม่ใช่การห้ามดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คือการกำหนดว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์แบบไหน ควรอยู่ตรงไหน และต้องรับผิดชอบต่อเมืองอย่างไร”

ท้ายที่สุด การลงทุนที่ยั่งยืนไม่ควรวัดเพียงมูลค่าทางเศรษฐกิจ หากแต่ต้องรวมถึงความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ด้วย

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ