แผนเนรมิตเมืองใหม่ ‘กาซา’ เข่นฆ่าเพื่อ ‘ริเวียร่าตะวันออกกลาง’
เมื่อเดือนกันยายน 2025 ปาเลสไตน์ได้รับการรับรองสถานะ “รัฐอธิปไตย” จากประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (UN) กว่า 150 ประเทศ (มากกว่า 80%) แต่จนถึงวันนี้ปาเลสไตน์ยังไม่มีอธิปไตยเหนือดินแดนอย่างสมบูรณ์เพราะ สหรัฐอเมริกายังคงใช้สิทธิวีโต้โดยอ้างความมั่นคงปลอดภัยของอิสราเอล ในขณะที่กองทัพอิสราเอลยังโจมตีและกวาดล้างปาเลสไตน์อย่างไม่เลิกลา
แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2025 แต่กองทัพอิสราเอลก็ยังละเมิดข้อตกลงอย่างซ้ำซาก โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 อิสราเอลได้โจมตีทางอากาศใส่กาซาอีกครั้ง มีผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย โดยมีรายงานว่านับแต่มีข้อตกลงหยุดยิง ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลไม่ต่ำกว่า 500 ราย
ข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2026 มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตในสงครามกาซามากกว่า 73,600 คน (ชาวปาเลสไตน์ 72,437 คนและชาวอิสราเอล 2,109 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 170,000 คน ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขกาซา (GHM) และกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ซึ่งรวมถึงนักข่าวและเจ้าหน้าที่สื่อ 248 คน นักวิชาการ 120 คน[และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากกว่า 224 คน
สิ่งที่น่าสังเวชคือข้อมูลจากสหประชาชาติที่รายงานว่านับตั้งแต่เริ่มสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา มีเด็กอย่างน้อย 18,885 คนเสียชีวิต ในจำนวนนี้มากกว่า 12,000 อายุต่ำกว่า 12 ปี และมากกว่า 3,000 คนที่ต้องเสียแขนหรือขา ส่วนเด็กที่รอดตายส่วนใหญ่มีสภาพผอมโซ เจ็บป่วย เพราะขาดแคลนอาหาร
The New York Times ได้เผยแพร่รายงานการสืบสวนเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2026 ว่า อิสราเอลได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารใน ฉนวนกาซา มากกว่า 2,500 หลัง นับตั้งแต่มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิง โดยกองทัพอิสราเอลอ้างเป้าหมายทำลายเครือข่ายอุโมงค์ที่ใช้ซ่อนอาวุธและบ้านที่ดัดแปลงเป็นกับดักของกลุ่มฮามาส
สหประชาชาติประเมินว่า ภายในเดือนตุลาคม 2023 อาคารในกาซามากกว่าร้อยละ 80 ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายแล้ว ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงจากภาพถ่ายส่วนใหญ่ที่ปรากฏว่าเมืองกาซาได้ถูกทำลายราบเป็นซากอิฐซากปูนแทบไม่เหลือความเป็นเมืองแออัด
สภาพความเสียหายของกาซาดังกล่าวรัฐบาลปาเลสไตน์เคยประเมินไว้ว่าต้องใช้งบประมาณราว 67,000ล้านดอลลาร์ ในเวลา 5 ปีเพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานหลังสงคราม
ขณะที่ธนาคารโลกและสหประชาชาติประเมินว่า การฟื้นฟูฉนวนกาซาทั้งหมดอาจต้องใช้มากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยดูจากความเสียหายจริง
แต่ในการเปิดตัว “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace )เมื่อกลางเดือนมกราคม 2026 ในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกับนายจาเร็ต คุชเนอร์ ลูกเขยและอดีตที่ปรึกษาอาวุโสทำเนียบขาว ปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสันติภาพ ได้เปิดตัว แผนแม่บทนิวกาซา “New Gaza” พร้อมภาพจำลองเมืองใหม่ ให้เป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก
เมืองใหม่กาซาของทรัมป์ คาดว่าใช้เงินลงทุนมูลค่าแค่ 30,000 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและบริการพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ระบบน้ำ ไฟฟ้า การคมนาคม และโครงสร้างเมืองใหม่ 3,000ล้านดอลลาร์ สำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์และเขตธุรกิจ เช่น พื้นที่ออฟฟิศ ศูนย์ธุรกิจ และ1,500ล้านดอลลาร์ สำหรับการฝึกอบรมแรงงานและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต
ทรัมป์คุยโม้ว่าในฐานะที่ตนเองเคยเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาก่อน มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนากาซ่าให้เป็นสถานที่ที่สวยงามอย่างยิ่งได้ เพราะทรัมป์พูดมามากกว่า 10 ครั้งว่าควรจะพัฒนากาซาให้เป็น “ริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง”
ข่าวลือที่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอิสราเอลเคยหลุดปากในงานหนึ่งว่ากาซาจะเป็น “แหล่งทำกำไรมหาศาลด้านอสังหาริมทรัพย์” และ “แผนนั้นอยู่บนโต๊ะของประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว” จึงกลายเป็นเรื่องจริงในวันนี้
นิยามใหม่ของกาซาในสายตาของนักลงทุนคือ “ขุมทรัพย์แห่งตะวันออกกลางในศตวรรษที่ 21” ซึ่งจะได้รับการพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวชายฝั่ง มีอาคารสูงกว่า 180 อาคาร ประกอบด้วยโรงแรมหรู สำนักงาน และคอนโดมิเนียมริมทะเล ศูนย์ข้อมูล ฐานการผลิตเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง
ในมุมนี้ “New Gaza” จึงดูคล้ายโมเดลการพัฒนาเมืองหลังภัยพิบัติในหลายประเทศ ที่ภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นสงคราม สึนามิ หรือแผ่นดินไหว ถูกใช้เป็นโอกาสรีเซ็ตพื้นที่ เมืองถูกออกแบบใหม่ให้สะอาด เป็นระเบียบ และเอื้อต่อทุนมากกว่าชีวิตของคนท้องถิ่น คนจนถูกผลักออกไปอยู่นอกสายตา ขณะที่ที่ดินใจกลางเมืองถูกแปลงเป็นสินทรัพย์สำหรับนักลงทุน นี่คือกระบวนการที่นักวิชาการเรียกว่า “disaster capitalism” หรือทุนนิยมฉวยโอกาสจากวิกฤติ
บทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ในสมการนี้ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัย เพราะตลอดเส้นทางการเมืองของเขา ทรัมป์มองโลกผ่านเลนส์ธุรกิจเป็นหลัก ความขัดแย้งคือดีล ที่ดินคือโอกาส และสันติภาพคือเครื่องมือสร้างผลตอบแทน การตั้งบอร์ดสันติภาพที่ระดมทุนสมาชิกชาติละ 1,000 ล้านดอลลาร์ การเสนอแผน New Gaza บนเวทีระดับโลกจึงถูกมองได้ว่าเป็นการขายอนาคตให้กับนักลงทุน มากกว่าการเยียวยาบาดแผลของชาวปาเลสไตน์ที่สูญเสียคนในครอบครัว บ้าน ที่ทำกิน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทรัมป์ประกาศตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ”ซึ่งเป็นองค์กรเถื่อน ไม่มีกฎหมายรองรับ แล้วบอกว่าจะพัฒนากาซาเป็นริเวียร่าตะวันออก โดยไม่ถามเจ้าของบ้าน ไม่ถามชาวปาเลสไตน์สักคำว่าคิดเห็นอย่างไร องค์กรเถื่อนอย่างคณะกรรมการสันติภาพของทรัมป์มีสิทธิอะไรเหนือดินแดนกาซา หรือจะหนุนให้อิสราเอลออกหน้ายึดครอง ความไม่ชัดเจนเช่นนี้ถามว่านายทุนที่ไหนจะกล้าเข้าไปลงทุน ลูกค้าที่ไหนจะกล้าเข้าไปซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือตั้งโรงงาน
หากการสร้างเมืองใหม่เริ่มต้นจากการลบคนเก่าออกจากแผนที่ เมืองนั้นก็ไม่ต่างจากอนุสาวรีย์ของการทำลายล้างที่ถูกเคลือบด้วยวาทกรรมการพัฒนา และในสายตาของประวัติศาสตร์ มันอาจถูกจดจำไม่ใช่ในฐานะโครงการสันติภาพ แต่ในฐานะตัวอย่างของโลกที่ยอมแลกความยุติธรรมกับผลตอบแทนทางธุรกิจ
New Gaza จึงอาจไม่ใช่เมืองแห่งความหวัง หากแต่เป็นภาพสะท้อนอันโหดร้ายของระเบียบโลกยุคใหม่ ที่สงคราม การพัฒนา และทุนใหญ่ หลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน โดยมีชีวิตของผู้คนเป็นเพียงต้นทุนที่ถูกมองข้าม
โลกวันนี้ที่กำลังสับสนกับการจับขั้วเปลี่ยนข้าง จะยอมปล่อยให้การสมคบคิดของสองชาติในการก่ออาชญากรรมสงคราม เข่นฆ่า ขับไล่คนนับล้านโดยอ้างความมั่นคง แต่เบื้องหลังคือแผนสร้างเมืองใหม่เพื่อแสวงหากำไรจากการลงทุนกลายเป็นความถูกต้อง จะยอมหลับตามองข้าม อธิปไตย สิทธิของประชาชน และความตายของชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์ร่วมแสนคนได้กระนั้นหรือ
*********************
