เปิดมุมคิดผู้บริหารรุ่น 3 “พีระศิลป์ ตั้งกิจงามวงศ์” กับเกมธุรกิจก่อสร้างยุคแข่งขันสูง และสูตรสร้าง New S-Curve ด้วยนวัตกรรม
“เราไม่ได้ขายบันได…แต่เราพาลูกค้าไปสู่ความสำเร็จ”
ท่ามกลางอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และพฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการ “โซลูชัน” มากกว่า “สินค้า” การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด
“ลายวิจิตร” บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านบันไดสำเร็จรูปที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 5 ทศวรรษ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภายใต้การนำของ “คุณเอ-พีระศิลป์ ตั้งกิจงามวงศ์” กรรมการผู้จัดการ รุ่นที่ 3 ของครอบครัว ซึ่งกำลังรีดีไซน์องค์กรจาก “ผู้ผลิตสินค้า” สู่ “ผู้ช่วยเหลือที่ไว้ใจได้” พร้อมวางเกมธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
จากธุรกิจครอบครัว สู่แบรนด์ที่ต้อง “สร้างแรงบันดาลใจ”
แม้จะไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้ง แต่บทบาทของผู้บริหารรุ่น 3 กลับมีความท้าทายไม่แพ้การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เพราะต้องรักษารากฐานเดิม พร้อมกับสร้างการเติบโตในบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
คุณพีระศิลป์ นิยามเป้าหมายของ “ลายวิจิตร” ไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เพียงบริษัทที่ขายสินค้า แต่เป็น “บริษัทที่สร้างแรงบันดาลใจ” ให้กับทุก Stakeholder ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้า หรือพนักงาน
แนวคิดนี้สะท้อนการยกระดับบทบาทของแบรนด์ จากผู้เล่นในอุตสาหกรรม ไปสู่ “ผู้ขับเคลื่อนคุณค่า” ที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมก่อสร้างให้ “เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ”
Product to Solution: เปลี่ยนจาก “ขายบันได” เป็น “แก้ปัญหา”
สินค้าหลักของลายวิจิตร คือบันไดสำเร็จรูป ครอบคลุมทั้งโครงสร้างเหล็ก บันไดไม้ ราวบันได รวมถึงบริการติดตั้งแบบครบวงจร แต่สิ่งที่แตกต่างในยุคของผู้บริหารรุ่นใหม่ คือการเปลี่ยนมุมมองขององค์กร
“เราไม่ได้เป็นแค่คนผลิตบันได” คือ Mindset ที่ถูกถ่ายทอดไปยังพนักงานทุกคน โดยองค์กรพยายามปลูกฝังแนวคิด “Trusted Helper” หรือ “ผู้ช่วยเหลือที่ไว้ใจได้”
ในเชิงการตลาด นี่คือการขยับจาก Product-Oriented ไปสู่ Customer-Centric อย่างชัดเจน โดยเน้นการเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า และออกแบบสินค้าและบริการเพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในโครงการ
แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านคำกล่าวที่ว่า “ถ้าลูกค้ามีปัญหา นั่นคือโอกาสของเรา” ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการขายในยุคใหม่ ที่ไม่ใช่การผลักสินค้า แต่เป็นการสร้างคุณค่า
B2B Strategy: ไม่ขยายสาขา แต่ขยาย “เครือข่ายคุณค่า”
ด้วยลักษณะธุรกิจที่เน้นลูกค้า B2B ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ทำให้ลายวิจิตรเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากธุรกิจค้าปลีกทั่วไป
แทนที่จะขยายสาขาหรือหน้าร้าน บริษัทเลือก “ขยายพันธมิตร” และ “ขยายพอร์ตสินค้า” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตอบโจทย์ลูกค้า
แนวคิดนี้สะท้อนโมเดลธุรกิจยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับ Ecosystem มากกว่าการเติบโตเชิงกายภาพ โดยการมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง จะช่วยให้บริษัทสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่หลากหลายขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด
New S-Curve: นวัตกรรมคือคำตอบของการแข่งขันด้านราคา
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของธุรกิจ คือการแข่งขันด้านราคา (Price War) ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ Margin ของธุรกิจลดลง
คุณพีระศิลป์ มองว่า ทางออกของปัญหานี้ไม่ใช่การลดราคาแข่งขัน แต่คือการ “สร้างความแตกต่าง” ผ่านนวัตกรรม ทั้งในมิติของสินค้าและบริการ
การพัฒนา New S-Curve จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ โดยบริษัทตั้งเป้าขยายจากธุรกิจบันได ไปสู่โซลูชันที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างในภาพรวม ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากสินค้าเดิม และสร้างโอกาสใหม่ในอนาคต
Service is the Strategy: บริการหลังการขายคือหัวใจ
อีกหนึ่งจุดแข็งที่ถูกเน้นย้ำ คือ “บริการ” โดยเฉพาะ “After-Sales Service” ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าลูกค้าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่
องค์กรจึงไม่เน้นให้พนักงาน “ขายสินค้า” แต่เน้นให้ “ช่วยลูกค้าแก้ปัญหา” เพราะเมื่อโครงการของลูกค้าประสบความสำเร็จ ความเชื่อมั่นและการบอกต่อจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ESG และ 3P: กรอบคิดธุรกิจยุคใหม่
นอกจากผลประกอบการ พีระศิลป์ยังให้ความสำคัญกับการบริหารธุรกิจในมิติของความยั่งยืน โดยยึดหลัก “3P” ได้แก่ Profit (กำไร), People (ผู้คน) และ Planet (สิ่งแวดล้อม)
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจยุคใหม่ ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสะท้อนผ่านรางวัล “White Brand for SME” ที่บริษัทได้รับในด้าน ESG รวมถึงรางวัล SME ระดับประเทศหลายรายการในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
บทสรุป: ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย
ในภาพรวม “ลายวิจิตร” ภายใต้การนำของผู้บริหารรุ่น 3 กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ผลิตสินค้าเฉพาะทาง” ไปสู่ “Solution Provider” ที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “Customer Success และ Innovation”
สิ่งที่น่าสนใจคือ การวางตำแหน่งธุรกิจในฐานะ “ผู้นำด้านบันไดที่นำพาทุกคนไปสู่ความสำเร็จ” ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน หรือพันธมิตร ซึ่งเป็นการสร้างการเติบโตแบบ Win-Win ในทุกมิติ
ในวันที่การแข่งขันไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของ “คุณค่า” และ “ความสัมพันธ์” โมเดลธุรกิจเช่นนี้ อาจเป็นคำตอบสำคัญของ SME ไทย ที่ต้องการยืนระยะในเกมเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูล บริษัท ลายวิจิตร จำกัด
ธุรกิจของ ลายวิจิตร คือ ออกแบบ ผลิต ติดตั้ง บริการหลังการขาย งานบันไดสำเร็จรูป
งานบันไดสำเร็จรูป ประกอบด้วย โครงบันไดเหล็ก ไม้บันไดลูกนอน ไม้บันไดลูกตั้ง ไม้บันไดชานพัก ราวบันไดเหล็ก ไม้ราวบันได
ลูกค้าของลายวิจิตร คือ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำในประเทศไทย เช่น AP Sansiri SC Asset Pruksa
Laivijit big goal คือ ลายวิจิตรเป็นบริษัทที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน มีการพัฒนาในหลากหลายมิติอย่างต่อเนื่อง สร้างสรรค์สินค้าบริการธุรกิจที่พวกเราภาคภูมิใจ โดยมีพื้นฐานจากการเพิ่มคุณค่าความสัมพันธ์ของผู้คนที่ยอดเยี่ยม พันธมิตรทางธุรกิจ และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
Laivijit self คือ ผู้ช่วยเหลือที่ไว้ใจได้
Laivjijit core value คือ เชื่ยวชาญ ช่างคิด มุ่งมั่น สื่อสาร รับผิดชอบ จริงใจ
Laivijit work คือ ผู้นำด้านบันไดที่นำพาทุกคนไปสู่ความสำเร็จ
Laivijit intention คือ เปลี่ยนแปลงวงการอุตสาหกรรมการก่อสร้างให้เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน
Website : www.laivijit.com
Facebook page : LAIVIJIT : Leading Stairs to People’s Success
โทร : 081 809 9800
