สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

เปิดบิลไฟสาธารณะ 1.9 หมื่นล้าน ใครควรจ่าย?

 เปิดบิลไฟสาธารณะ 1.9 หมื่นล้าน ใครควรจ่าย?

ไฟถนน–ไฟทางหลวง–ไฟสาธารณะ ถูกบวกในค่าไฟประชาชนทั่วประเทศ กทม.ใช้สูงสุด 342 ล้านหน่วยต่อปี ขณะรัฐถูกกดดันเปิดโครงสร้างค่าไฟทั้งหมด

กระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ไฟทางหลวง และไฟส่องสว่างพื้นที่สาธารณะ ถูกนำไปรวมอยู่ใน “ค่าไฟฐาน” ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมจ่าย คิดเป็นภาระประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย

แม้ตัวเลข 10 สตางค์ต่อหน่วยอาจดูไม่มาก แต่เมื่อคำนวณในระดับประเทศกลับกลายเป็นภาระสูงถึงเกือบ 1.9 หมื่นล้านบาทต่อปี จนเกิดคำถามสำคัญว่า ต้นทุนดังกล่าวควรเป็นภาระของผู้ใช้ไฟทั่วประเทศ หรือควรเป็นงบประมาณของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง

ข้อมูลการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัด ปี 2566 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจำแนกการใช้ไฟออกเป็น 12 ประเภท พบว่า “ไฟฟ้าสาธารณะ” มีการใช้ไฟรวมกว่า 4,448 ล้านหน่วยต่อปี หากคิดจากอัตราค่าไฟเฉลี่ยปัจจุบัน 3.95 บาทต่อหน่วย จะมีมูลค่าประมาณ 17,567 ล้านบาทต่อปี ซึ่งใกล้เคียงตัวเลขประมาณการ 1.9 หมื่นล้านบาทที่มีการเปิดเผย

จังหวัดที่ใช้ไฟฟ้าสาธารณะมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ใช้ไฟถึง 342.1 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็น 7.69% ของการใช้ไฟสาธารณะทั้งประเทศ หากคำนวณเป็นค่าไฟจะสูงถึง 1,351 ล้านบาทต่อปี

รองลงมาคือ ชลบุรี ใช้ไฟ 133.5 ล้านหน่วย คิดเป็นค่าไฟประมาณ 527 ล้านบาทต่อปี ตามด้วย นครปฐม ใช้ไฟ 132.89 ล้านหน่วย ค่าไฟ 525 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ นครราชสีมา ใช้ไฟ 117.27 ล้านหน่วย ค่าไฟ 463 ล้านบาทต่อปี และ อุดรธานี ใช้ไฟ 99.21 ล้านหน่วย คิดเป็น 392 ล้านบาทต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของจังหวัดเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์โดยตรงกับระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง และจำนวนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้ไฟฟ้าส่องสว่าง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สมุทรสาคร แม้จะเป็นจังหวัดขนาดไม่ใหญ่ แต่กลับติดอันดับต้นของประเทศด้านการใช้ไฟสาธารณะ เนื่องจากเป็นฐานอุตสาหกรรมและมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ในอันดับต้นของประเทศ

ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดที่ใช้ไฟสาธารณะต่ำสุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ใช้ไฟเพียง 8.66 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นค่าไฟประมาณ 34 ล้านบาทต่อปี รองลงมาคือ ระนอง สมุทรสงคราม ตราด และ อำนาจเจริญ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 70-75 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จังหวัดใดใช้ไฟมากหรือน้อย หากแต่อยู่ที่ “ผู้รับภาระค่าใช้จ่าย”

ปัจจุบัน ผู้ใช้ไฟทั่วประเทศเป็นผู้ร่วมรับภาระค่าไฟสาธารณะผ่านค่าไฟฐาน แม้จะไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสาธารณะจำนวนมากก็ตาม ส่งผลให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมของโครงสร้างค่าไฟ ว่าควรใช้หลัก “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” หรือยังคงใช้ระบบเฉลี่ยต้นทุนร่วมกันเช่นปัจจุบัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานส่งสัญญาณว่า ต้องการแยกต้นทุนไฟฟ้าสาธารณะออกจากค่าไฟฐาน เพื่อให้ประชาชนเห็นต้นทุนที่แท้จริง และลดภาระค่าไฟลงได้ประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย

แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดค่าไฟได้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เนื่องจากโครงสร้างค่าไฟของไทยยังประกอบด้วยต้นทุนอีกหลายส่วนที่สังคมเรียกร้องให้มีการทบทวน ไม่ว่าจะเป็นค่า Adder ของผู้ผลิตไฟฟ้าบางประเภท ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) รวมถึงภาระจากการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว

โดยมีการประเมินว่า หากสามารถปรับโครงสร้างในส่วนต่างๆ ได้ครบถ้วน ค่าไฟอาจลดลงได้มากกว่า 1 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความโปร่งใสของค่าไฟฐาน เนื่องจากปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าค่าไฟฐานประกอบด้วยต้นทุนรายการใดบ้าง และแต่ละรายการคิดเป็นสัดส่วนเท่าใด

ทั้งนี้นักวิชาการด้านพลังงานเสนอว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ควรเปิดเผยรายละเอียดโครงสร้างค่าไฟในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้การปรับขึ้นหรือลดค่าไฟในอนาคตเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบพลังงานของประเทศ

อย่างไรก็ตามการถกเถียงเรื่องไฟสาธารณะจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “10 สตางค์” แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามใหญ่ต่อโครงสร้างค่าไฟไทย ว่าจะสามารถปรับให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความเป็นธรรม และลดภาระของประชาชนได้มากเพียงใดในระยะยาว

columnist

น่าสนใจสำครับคุณ