สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

เชื่อแค่ไหน IMF มองไทยแพ้กัมพูชา

 เชื่อแค่ไหน IMF มองไทยแพ้กัมพูชา

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางจาก “สงคราม 3 อ.” ระหว่างอเมริกา + อิสราเอล vs อิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและเส้นทางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น  หนึ่งในรายงานที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกของ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” ( International Monetary Fund )หรือ IMF

ไม่กี่วันก่อน IMF ได้ลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP โลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จากเดิม 3.3% พร้อมกันนั้น IMF ยังได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเหลือเพียง 1.5% จากเดิม 1.6% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน  ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงอย่าง สปป.ลาว และกัมพูชาที่ประเมินว่าจะโตถึง 4%  หรือเมียนมาที่ยังมีการสู้รบกันในประเทศก็ยังโต3%

ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นคำถามเชิงโครงสร้างทันทีว่า IMF กำลังมองเห็นความจริงในแต่ละประเทศ  หรือมองผ่านเลนส์ที่บิดเบี้ยว  เพราะเมื่อพิจารณาเชิงข้อเท็จจริง เศรษฐกิจของไทยกับกัมพูชา ลาว และเมียนมานั้นมีฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่โครงสร้าง ความหลากหลาย และเสถียรภาพ  แต่ตัวเลขที่เผยแพร่ไปทั่วโลกกลับสะท้อนภาพตรงกันข้ามอย่างน่ากังขาซึ่งไม่เพียงทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาวโลกถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ  แต่ยังทำให้คนไทยเองบางส่วนยิ่งไม่เชื่อมั่นต่ออนาคตทางเศรษฐกิจ

ประเด็นสำคัญที่คาใจมากไม่ใช่เพียงว่าประเมินไทยโตต่ำ  แต่คือ “เหตุใดกัมพูชาจึงถูกประเมินสูง” ทั้งๆที่ข้อมูลภาคสนามจำนวนมากชี้ไปในทิศทางตรงกันข้ามว่าเศรษฐกิจกัมพูชากำลังเผชิญวิกฤติขั้นรุนแรง ทั้งจากปัจจัยภายในและแรงกระแทกจากภายนอก

ประเทศไทยที่เคยได้รับการยกย่องเป็นเสือตัวที่5ของอาเซียน  แม้จะกลายเป็น“เสือหมอบ”เพราะตกหล่มการเมืองภายในที่ฉุดรั้งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  แต่หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยแม้จะเติบโตช้า แต่ยังมีฐานที่แข็งแรงจากภาคการส่งออก อุตสาหกรรมการผลิต การท่องเที่ยว และระบบการเงินที่มีเสถียรภาพ  ขณะที่กัมพูชายังคงพึ่งพาเศรษฐกิจเพียงไม่กี่ภาคส่วน ได้แก่ การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และกิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจสีเทาที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ IMF ใช้ในการประเมินคือแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งมักอิงจากข้อมูลในอดีต แนวโน้มการลงทุน และการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจหลัก แต่ปัญหาคือ แบบจำลองเหล่านี้อาจล้าหลังต่อความเป็นจริง โดยเฉพาะในกรณีของประเทศที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ไม่โปร่งใส

กรณีกัมพูชาเป็นตัวอย่างชัดเจนของเศรษฐกิจที่ตัวเลขเคยดูดี แต่ฐานจริงนั้นเปราะบาง  เพราะการเติบโตในช่วงก่อนหน้าไม่ได้มาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน แต่เกิดจากเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ “ทุนจีนสีเทา”ที่ไหลเข้าไปในภาคอสังหาริมทรัพย์  สร้างบ่อนกาสิโน สร้างฐานสแกมเมอร์ และธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง หลายพื้นที่ในกัมพูชา เช่น สีหนุวิลล์ กลายเป็นศูนย์กลางของธุรกิจสีเทา จนถูกตั้งคำเรียกในเชิงล้อเลียนว่า “Scambodia” ซึ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่พึ่งพาการหลอกลวงออนไลน์ การพนัน และการฟอกเงิน

เมื่อกระแสต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์จากนานาชาติเพิ่มขึ้น ประเทศต่างๆ เริ่มปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เงินทุนสีเทาจึงเริ่มหดตัว ธุรกิจที่เคยเฟื่องฟูกลับกลายเป็นฟองสบู่แตก  สีหนุวิลล์ปัจจุบันกลายเป็นเมืองร้าง  ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจกัมพูชาในวงกว้าง

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นล่าสุด กัมพูชากำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งปัญหาพลังงานที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% ทำให้ต้นทุนเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง  ขณะเดียวกันระบบธนาคารก็ถูกตั้งคำถามด้านความโปร่งใส และถูกตรวจสอบจากนานาชาติ ส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวทางการเงิน

ประเด็นสำคัญที่สุดซึ่งไม่รู้ว่าIMFมองละเอียดและลึกซึ้งเพียงใดคือ  หลังจากที่ผู้นำกัมพูชาอย่าง อังเคิล ฮุน เซน เข้ามาแทรกแซงการเมืองไทย  ทำการยั่วยุปลุกระดมชาวเขมรให้เกลียดชังไทยแล้วเปิดสงครามชายแดน  มีผลให้ฝ่ายไทยต้องทำสงครามสั่งสอนและปิดชายแดนอย่างถาวรจนถึงปัจจุบันนั้น  กัมพูชานอกจากจะได้รับบทเรียนครั้งใหญ่ว่าไม่ควรทำตัวเนรคุณต่อเพื่อนบ้านที่มีพระคุณแล้ว  วันนี้เศรษฐกิจของกัมพูชากำลังนับถอยหลังสู่หายนะ

IMF ควรจะรู้ดีว่าแรงงานชาวเขมรนับล้านคนที่เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทยและส่งรายได้จำนวนมหาศาลกลับไปหล่อเลี้ยงครอบครัวในประเทศ   ครั้นเมื่อถูกผู้นำชักจูงรวมทั้งบังคับให้กลับบ้านไปสร้างชาติ  และคิดว่าจะสร้างแรงสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจไทย  แต่เมื่อกลับประเทศโดยไม่มีงานรองรับอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อ   คนตกงานนับล้านจึงกลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศทันที

IMF ควรจะรู้ดีอีกเช่นกันว่าเศรษฐกิจของกัมพูชาที่เคยเติบโตด้วยเงินลงทุนจากต่างประเทศและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น  วันนี้แทบจะกลายเป็นศูนย์  เมื่อทุนสีเทาจากแก๊งสแกมเมอร์จีนถูกรัฐบาลจีนปราบปรามอย่างเด็ดขาด  รัฐบาลกัมพูชาถูกกดดันให้ส่งตัวหัวหน้าแก๊งกลับไปรับโทษที่จีน  ขณะที่การปิดพรมแดนของไทยส่งผลต่อนักท่องเที่ยวและนักพนันไม่ให้เดินทางไปเข้าบ่อนกาสิโนตามชายแดน  เศรษฐกิจชายแดนของกัมพูชาที่เคยรุ่งเรืองจึงพังพินาศ

ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่ IMF ยังคงประเมินว่ากัมพูชาจะเติบโตถึง 4% จึงดูขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้เกิดคำถามว่าการประเมินดังกล่าว “สะท้อนความจริง หรือสะท้อนแค่สมมติฐาน”

ในอีกด้านหนึ่ง การประเมินเศรษฐกิจไทยที่ 1.5% ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้ไร้เหตุผลเสียทั้งหมด เพราะไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งการพึ่งพาการส่งออกในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง  แม้ในทางการเมืองจะเพิ่งมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งแต่ก็ยังไม่ได้โชว์ผลงานที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่ต่ำไม่ได้หมายความว่า “เศรษฐกิจอ่อนแอ” เสมอไป เพราะไทยยังคงมีเสถียรภาพในระบบการเงิน มีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากประเทศที่เติบโตมากแต่มีความเปราะบางสูง

สุดท้ายยังมีคำถามเชิงการเมืองระหว่างประเทศว่า IMF ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลสูงในระบบการเงินโลก อาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่ แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประเมินเศรษฐกิจขององค์กรระหว่างประเทศมักมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในบางบริบท

ดังเช่นในอดีตที่ไทยถูกโจมตีค่าเงินบาทจนต้องกู้IMF แล้วเจอเงื่อนไขมหาโหดมาสูบเลือดคนไทยโกยกำไรกลับไปมากมาย

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ