“วิทัย”เปิดโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย
ผู้ว่าการแบงก์ชาติชี้ไทยฟื้นช้า ติดกับดักโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง เอสเอ็มอีอ่อนแรง อสังหาฯ ล้นตลาด ย้ำลดดอกเบี้ยไม่ใช่คำตอบ หากไม่ผ่าระบบทั้งแผง
ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนยังขยับไปข้างหน้า แต่กลับแฝงด้วยความเปราะบางในหลายมิติ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนมุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง “ฟื้นช้า เปราะบาง และต้องบริหารความเสี่ยงสูง” โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการประคองสถานการณ์ระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน
“เศรษฐกิจไทยไม่ได้ทรุดตัว แต่ยังไม่แข็งแรงพอ การฟื้นตัวมีแต่ไม่ทั่วถึง และยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ มิฉะนั้นการเติบโตจะต่ำต่อเนื่อง” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
ฟื้นแต่ไม่ทั่วถึง จีดีพีต่ำกว่าศักยภาพ
ธปท.ประเมินว่า การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จะอยู่ที่ราว 1.5–1.8% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรอยู่ในระดับ 3–4% ต่อปี แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ แต่การพึ่งพาภาคบริการเป็นสำคัญ ขณะที่ภาคการผลิตและการลงทุนใหม่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจขาดความสมดุล และมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก
นายวิทัยมองว่า การเติบโตต่ำต่อเนื่องของไทย ไม่ใช่เพียงปัญหาวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น หากแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านผลิตภาพแรงงาน การลงทุนภาคเอกชนทีชะลอตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
“ถ้าเป็นปัญหาวัฏจักร เศรษฐกิจย่อมฟื้นกลับได้เอง แต่ของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องในการแก้ไข” เขากล่าว
หนี้ครัวเรือนสูง ฉุดกำลังซื้อ
หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ คือระดับ หนี้ครัวเรือน ที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้เริ่มชะลอลง แต่ยังสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “โครงสร้างหนี้” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ไม่ได้สร้างรายได้ในอนาคต
ผลที่ตามมา คือกำลังซื้อฟื้นตัวช้า ครัวเรือนเปราะบางต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ และส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อในระบบการเงินโดยรวม
นายวิทัยย้ำว่า การแก้ปัญหาหนี้ต้องทำอย่างตรงจุด ปรับโครงสร้างหนี้ตามศักยภาพรายได้ของลูกหนี้ ไม่ใช้มาตรการเหมารวม เพราะอาจสร้างภาระระยะยาวมากกว่าประโยชน์
เอสเอ็มอีอ่อนแรง อย่าอัดสินเชื่อผิดจุด
สำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่า การฟื้นตัวหลังโควิดยังไม่เท่ากัน เอสเอ็มอีจำนวนมากเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งต้นทุนทางการเงิน ค่าแรง และพลังงาน ขณะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ
“ปัญหาเอสเอ็มอีวันนี้เป็นเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ การอัดสินเชื่อเพิ่มโดยไม่ดูศักยภาพธุรกิจ อาจสร้างปัญหาระยะยาว” นายวิทัยกล่าว พร้อมย้ำว่า บทบาทของนโยบายการเงิน คือการช่วยให้เม็ดเงินไปถึงธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ ไม่ใช่การประคองทุกกิจการโดยไม่เลือก
อสังหาฯ ล้นตลาด วิกฤตเชิงโครงสร้าง
ผู้ว่าการ ธปท.มองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” จากภาวะอุปทานส่วนเกิน โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งมีสินค้าค้างสต็อกสะสมจำนวนมาก ท่ามกลางกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า
ปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือก “เช่าแทนซื้อ” แม้ภาระค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน เนื่องจากต้องการความคล่องตัว ไม่ยึดติดกับทรัพย์สินระยะยาว ต่างจากคนรุ่นก่อนที่มองการมีบ้านเป็นเป้าหมายชีวิต
ขณะเดียวกัน ปัญหา อสังหาริมทรัพย์ตกรุ่น หรือ Property Obsolescence กลายเป็นแรงกดดันใหม่ โดยโครงการที่มีอายุเกิน 7 ปี มักถูกมองว่าล้าสมัย ทำให้การซื้อขายต่อในตลาดมือสองทำได้ยาก สต็อกจึงระบายช้า และยิ่งซ้ำเติมปัญหาสินค้าล้นตลาด
LTV เพื่อเสถียรภาพ ไม่ใช่สกัดตลาด
ในมุมมองของ ธปท. ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ใช่วิกฤตเชิงระบบ ระบบสถาบันการเงินยังแข็งแรง และยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่ แต่มาตรการ Loan to Value (LTV) ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลเสถียรภาพในระยะยาว ไม่ใช่เพื่อสกัดการเติบโต
“เราพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมตามบริบทเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่สร้างความเสี่ยงใหม่ให้ระบบการเงิน” นายวิทัยกล่าว
ผ่าระบบทั้งแผง ไม่ใช่แก้รายจุด
ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง หรือเป็นภาระของธนาคารแห่งประเทศไทยเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ
“ปัญหาทุกปัญหา ต้องแก้ในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการใช้พลังไปกับความขัดแย้งทางการเมือง” นายวิทัยกล่าว พร้อมย้ำว่า การประคองภาคเศรษฐกิจให้ปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป คือกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพในระยะยาว
“ถ้าเราแก้ปัญหาแค่ปลายเหตุ เศรษฐกิจไทยก็จะวนกลับมาที่จุดเดิม แต่ถ้าเริ่มแก้ที่โครงสร้าง วันนี้อาจเหนื่อย แต่อนาคตจะยั่งยืนกว่า ดังนั้นหน้าที่ของเราไม่ใช่ทำให้วันนี้ดูดี แต่ต้องทำให้พรุ่งนี้ยังเดินต่อได้” นายวิทัยกล่าวทิ้งท้าย
***
