ยุทธศาสตร์จีน-อเมริกา จากอาเซียนซัมมิตถึงAPEC
หลังจากที่ได้พบหน้ากันแบบตัวเป็นๆ ได้มองตากัน จับมือกันและนั่งโต๊ะเจรจากันระหว่างสองผู้นำโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 30 คุลาคม 2568 ที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้มีการประกาศมาตรการทางการค้าที่เป็นผลดีต่อกันตามข้อตกลงปูซาน
เมื่อกลับถึงสหรัฐฯทรัมป์ได้ประกาศลดอัตราภาษีนำเข้าเกี่ยวกับสารเฟนทานิลจากจีนลงจาก20% เหลือ10% และขยายเวลาการเก็บภาษีตอบโต้ต่อสินค้าจีนบางรายการที่ลดจาก 34% เหลือ 10% ต่อไปอีก 1 ปี ถือเป็นการผ่อนปรนเชิงนโยบายครั้งสำคัญต่อจีน
ฝ่ายจีนประกาศจะระงับภาษีเพิ่มเติม 24% ต่อสินค้าสหรัฐฯ ออกไป 1ปี ขณะที่อัตราภาษีร้อยละ 10 จะยังคงอยู่ และจะยกเลิกภาษี 15% สำหรับสินค้าเกษตรกรรมบางชนิดของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงถั่วเหลืองด้วยโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568
กว่าที่สองมหาอำนาจจะตกลงลดความรุนแรงของ “สงครามการค้า” ที่เปิดศึกรอบใหม่ตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2568 และสร้างความตึงเครียดยิ่งขึ้นเรื่อยๆกระทั่งจีนหยิบเอาเรื่อง “แร่หายาก”(Rare Earth) มาเป็นเครื่องมือต่อรองด้วยการประกาศควบคุมการส่งออก ทำให้ทรัมป์เดือดประกาศจะขึ้นภาษีจีนอีก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต่างฝ่ายก็รู้ดีว่าถ้าไม่หาทางออกก็มีแต่จะพากันเสียหายและตลาดโลกจะวายป่วง
สัญญาณบวกมาจากการประชุมสองเวทีใหญ่ของภูมิภาคเอเชียในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน 2025 ทั้ง ASEAN Summit ที่มาเลเซีย (26–28 ตุลาคม) และ APEC ที่เกาหลีใต้ (31 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน)
การปรากฏตัวของทรัมป์ในเวทีอาเซียนซัมมิทนั้นเต็มไปด้วยพลังเชิงสัญลักษณ์และการสร้างภาพนำที่เดินทางมาพร้อมวาระที่ถูกเตรียมไว้อย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเป็นประธานในพิธีลงนามสันติภาพไทย–กัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแทรกบทบาท “นายหน้าสันติภาพ” ที่เคยเป็นจุดแข็งของเขาในตะวันออกกลาง มาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนั้น ทรัมป์ยังใช้เวทีนี้ผลักดันโครงการแร่หายาก โดยลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ มาเลเซีย เวียดนาม ไทย และกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่พอมีศักยภาพด้านทรัพยากรหายากแต่ยังขาดเทคโนโลยีในการสกัดและแปรรูป การเคลื่อนไหวนี้เหมือนเป็นการบอกกล่าวกับจีนว่ามีพวกและมีแผนที่จะสู้กลับในอนาคต
จากนั้นทรัมป์รีบบินไปจับมือแสดงความยินดีกับนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น แถมด้วยข้อตกลงแร่หายากอีก1ฉบับ ก่อนจะบินต่อไปพบสี จิ้นผิงที่เมืองปูซานดังกล่าว
มีข้อสังเกตว่าในเวทีอาเซียนซัมมิทไม่มีจีนทั้งๆที่จีนมีอิทธิพลมากกว่าในภูมิภาคนี้ แต่งานนี้เชื่อว่า จีนเลือกที่จะปล่อยให้ทรัมป์แสดงบทผู้นำหิวแสงอย่างเต็มที่ แลกกับเวที APEC ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ เป็นพื้นที่ประกาศวิสัยทัศน์ “สันติภาพผ่านการพัฒนา”
ในสุนทรพจน์เปิดงาน APEC สี จิ้นผิงได้เน้นย้ำแนวทางของจีนในสามมิติหลัก ได้แก่ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและไม่เลือกข้าง การสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่มั่นคง และการผลักดันเทคโนโลยีสีเขียวและการค้าไร้พรมแดน ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจเอเชียหนึ่งเดียวเพื่อโลก”
แม้ถ้อยคำจะดูนุ่มนวล แต่เจตนาทางการเมืองกลับชัดเจน นั่นคือการประกาศว่าจีนยังคงเป็นศูนย์กลางของการเติบโตในเอเชีย และจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ ผูกขาดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอาเซียนแต่เพียงฝ่ายเดียว การเลือกใช้เวที APEC แทนการโต้ตอบในอาเซียนซัมมิท ยังสะท้อนถึงการรักษาภาพของ ผู้นำผู้มีความอดทนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งแตกต่างจากสไตล์การเมืองเร่งร้อนของทรัมป์โดยสิ้นเชิง
หากมองลึกลงไปในจังหวะเวลาและลำดับเหตุการณ์ ทั้งสองผู้นำดูเหมือนจะเข้าใจตรงกันอย่างไม่เป็นทางการว่า ควรแบ่งเวทีกันคนละฝั่งเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆบนเวทีเดียวกัน ทรัมป์เลือกเวทีอาเซียนซัมมิทที่เน้นความมั่นคง การเมือง และความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งเหมาะกับยุทธศาสตร์ “อเมริกาต้องเป็นผู้นำ” ขณะที่จีนเลือกเวที APEC ซึ่งมีโครงสร้างเน้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาค พอดีกับแนวคิด “โลกพหุภาคี” ที่จีนพยายามผลักดัน
ผลลัพธ์คือทั้งสองฝ่ายต่างได้แสดงบทบาทของตนโดยไม่ต้องชนกันตรงๆ ทรัมป์ได้พื้นที่สื่อและภาพลักษณ์ทางการเมือง ขณะที่สี จิ้นผิงได้พื้นที่เชิงนโยบายและการยืนยันอิทธิพลในเชิงโครงสร้าง นี่คือเกม “แบ่งบทแต่ไม่ละเกม” ซึ่งต่างจากช่วงสงครามเย็นที่มหาอำนาจต้องเผชิญหน้าโดยตรง การเผชิญหน้าในศตวรรษที่ 21 ถูกแทนที่ด้วย “สงครามภาพลักษณ์และอิทธิพล”
อย่างไรก็ตามท่ามกลางการขับเคลื่อนของสองมหาอำนาจ แม้เวทีอาเซียนซัมมิทจะแสดงจุดยืนในการค้าพหุภาคี การรักษาสันติภาพ ความร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่สมาชิกอาเซียนกลับต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบากในการรักษาความเป็นกลาง แต่ละประเทศพยายามใช้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯเช่น ไทยและกัมพูชามีการลงทุนจากจีนมากทั้งจากรัฐบาลจีนและภาคเอกชน แต่เมื่อสหรัฐฯยื่นความต้องการทำข้อตกลงเรื่องแร่หายากซึ้งเป็นที่รู้กันว่าเป็นประเด็นร้อนระหว่างสองมหาอำนาจ ทั้งไทยและกัมพูชาก็ไม่อาจปฏิเสธโดยหวังว่าจีนจะเข้าใจ
การที่ทรัมป์ลงนามข้อตกลงแร่หายากในอาเซียนซัมมิท และสี จิ้นผิงประกาศโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจใหม่ใน APEC ถือเป็นสัญญาณว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็น “สมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ไม่ใช่แค่การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วงชิงอิทธิพลทางเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานการผลิตระดับโลก
จากอาเซียนซัมมิทถึง APEC ทั้งสองเวทีได้เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในยุคหลังโควิดและสงครามยูเครน สหรัฐฯภายใต้ทรัมป์ใช้ยุทธศาสตร์ปฏิบัติการเชิงภาพลักษณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฐานะผู้นำโลกเสรี ขณะที่จีนภายใต้สี จิ้นผิงใช้ยุทธศาสตร์ ปฏิบัติการเชิงโครงสร้าง เพื่อยึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างมั่นคง
ในความเป็นจริง ทั้งสองต่างพึ่งพาเอเชียในรูปแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สหรัฐฯต้องการตลาดและทรัพยากร ขณะที่จีนต้องการเส้นทางและพันธมิตรเพื่อประคองเศรษฐกิจในยุคที่ชะลอตัว เมื่อไม่มีฝ่ายใดสามารถกำราบอีกฝ่ายได้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงเหลือเพียง “สมดุลแห่งผลประโยชน์” ที่แต่ละประเทศในอาเซียนต้องบริหารให้ดี
เกมการเมืองในทศวรรษนี้ไม่มีผู้ชนะ หากแต่เป็น “สงครามเย็นเชิงนโยบาย”ที่ใช้เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภาพลักษณ์ทางการทูตเป็นอาวุธสำคัญ
*************************
