‘ยุทธพงษ์ เรืองศิริ’ ปั้น ‘น้ำผึ้ง’ สร้างมูลค่าธุรกิจสู่ตลาดโลก
เทรนด์กระแสสินค้าเพื่อสุขภาพ ถือว่ามาแรง ในยุคนี้ เนื่องจาก การหันมาใส่ใจ และรักษาสุขภาพ ของผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพ และเป็นที่นิยม มาอย่างยาวนาน นับแต่อดีต ซึ่งก็คือ “น้ำผึ้ง” เพราะนอกจากจะมีสรรพคุณ ในการบำรุงร่างกาย แล้ว น้ำผึ้ง ยังเรียกได้ว่า เป็นยาอายุวัฒนะ ตามความเชื่อ ที่มีมาแต่โบราณ
ต่อยอด – สร้างแบรนด์สินค้า
ยุทธพงษ์ เรืองศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่ เฮลตื้ โปรดักส์ จำกัด ทายาท รุ่นที่ 2 และเจ้าของแบรนด์ ฟอร่า บี (For a Bee) แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ เล่าว่า ธุรกิจของเขา เริ่มต้นมาจากรุ่นคุณพ่อ ที่เรียกว่า เป็นผู้บุกเบิกการทำอุตสาหกรรมเลี้ยงผึ้ง เจ้าแรกๆ ของประเทศไทย ก็ว่าได้ “ยุคแรกๆ ที่คุณพ่อเริ่มทำธุรกิจเลี้ยงผึ้ง ก็จะเป็นการใช้ผึ้งพันธุ์มาเลี้ยง ซึ่งประมาณ 40-50 ปี มาแล้ว ก่อนที่ต่อมาจะต่อยอดธุรกิจ ให้มีความครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การจำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงผึ้ง ให้กับผู้เลี้ยงผึ้งในเมืองไทย”
“นอกจากนี้ ในวันนี้ เรายังรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น น้ำผึ้ง นมผึ้ง หรือ เกสรผึ้ง ตลอดจน ไขผึ้ง เรารับซื้อเข้ามา แล้วตรวจสอบคุณภาพ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิต แล้วจึงจะมีการจำหน่ายในตลาด ทั้งในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศด้วย” กรรมการผู้จัดการฯ เล่า
และด้วยตัวของ คุณยุทธพงษ์ ซึ่งเรียนจบมาทางด้าน ฟู้ดไซน์ (Food Science) จึงได้พยายามต่อยอด ผลผลิตจากการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรอย่างหนึ่ง มาพัฒนาเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากผึ้ง “เราพยายามเน้นไปในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพราะทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากผึ้งมีสรรพคุณ และประโยชน์มากมาย ทั้งในส่วนของโภชนาการ และ เวชสำอาง ทำให้วันนี้ บริษัท เชียงใหม่ เฮลตี้ โปรดักส์ จำกัด ของเรา มีการแปรรูปผลผลิตจากผึ้ง เป็น อาหารเสริม เครื่องดื่ม รวมไปถึง สกินแคร์” กรรมการผู้จัดการ ฯ ย้ำอีกด้วย ด้วยโปรดักซ์ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ทำให้เราต้องขยายโรงงานเพิ่ม โดยโรงงานแรก จะเน้นไปที่การผลิตน้ำผึ้งเป็นหลัก ส่วนอีกโรงงาน จะเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่าง ฮันนี เวเนก้า เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือแม้แต่ สบู่เหลว โลชั่น และอื่นๆ”
สร้างคอนแท็ก ฟาร์ม
ในแต่ละปี เฉพาะในเมืองไทย เราจะรับซื้อน้ำผึ้ง เข้าสู่โรงงานของเรา มากกว่า 13,000 ตันต่อปี โดยเป็นการรับซื้อจากเกษตรกร 100% คิดเป็นมูลค่า กว่า 70-80 ล้านบาท “เราจะมีการคาดการณ์กันก่อนอยู่แล้วว่า ยอดขายต่อปี หรือ การใช้งานต่อปี จะต้องใช้น้ำผึ้งอยู่ที่เท่าไร จากนั้น ก็จะให้ทีมส่งเสริมเกษตร ไปติดต่อลูกฟาร์ม เพื่อให้ได้น้ำผึ้ง ตามที่เราต้องการ” กรรมการผู้จัดการ บอกด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทางบริษัท เน้นผลิตเป็นหลักเลย ก็คือ น้ำผึ้ง ส่วนรองลงมา ก็จะเป็น นมผึ้ง
“ส่วนการทำตลาด ในปัจจุบัน เทรนด์ความนิยมการบริโภคน้ำผึ้ง เรียกว่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ ในเมืองไทย ซึ่งเราก็จะนำเอาน้ำผึ้งไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายน้ำผึ้ง เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสม ของอาหาร และเครื่องดื่ม ให้กับบริษัทธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ๆ ในประเทศอีกด้วย หรือแม้แต่ คาเฟ่ หรือ ร้านกาแฟ ต่างๆ เราก็มีการจำหน่ายน้ำผึ้งให้ด้วยเหมือนกัน ทำให้วันนี้ ยอดขายของเราเติบโตขึ้นมากด้วย”
สำหรับสัดส่วนของการส่งออกไปต่างประเทศ วันนี้ อยู่ที่ 60% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำผึ้ง ส่วนสินค้าที่เราผลิตเอง และแบรนด์หลักๆ ของเราจะเป็นการจำหน่ายในประเทศมากกว่า ขณะเดียวกัน ทางบริษัท ยังรับผลิตน้ำผึ้งในรูปแบบ OEM ด้วย โดยมีตลาดหลัก อยู่ที่ มาเลเซีย และ สิงคโปร์ เป็นหลัก รวมถึง การขายน้ำผึ้ง เพื่อเป็นส่วนผสมสำหรับอาหาร และเครื่องดื่ม ให้กับทาง อินโดนีเซีย ด้วยเช่นกัน
การแข่งขันในธุรกิจ
ยุทธพงษ์ เล่าให้ฟังถึงการแข่งขันในธุรกิจประเภทเดียวกัน ด้วยว่า ปัจจุบัน การแข่งขันในตลาดนี้ ค่อนข้างสูงมาก “เนื่องจาก มีผู้ผลิตหลายราย เฉพาะแค่ในจังหวัดเชียงใหม่ ก็มากกว่า 10 ราย แล้ว ซึ่งยังไม่นับรวมจังหวัดในภาคอื่นๆ ของประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าอยู่กับเรามาอย่างยาวนาน ก็น่าจะเป็นเรื่องของ ระบบเอกสาร ที่ทำให้เราได้เปรียบมากกว่าโรงงานอื่นๆ ได้” ซึ่งทางกรรมการผู้จัดการ ยังได้ตอกย้ำ ถึง สัดส่วนตลาดน้ำผึ้งในประเทศไทย ด้วยว่า บริษัท เชียงใหม่ เฮลตี้ โปรดักส์ จำกัด เรียกได้ว่า อยู่ในระดับ Top 3 ของประเทศไทย
สำหรับในส่วนของแผนการตลาด คุณยุทธพงษ์ กล่าวว่า บริษัท ยังมีแผนที่จะผลักดันแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตขึ้น ทั้งน้ำผึ้ง ไปจนถึง สกินแคร์ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มากขึ้นในอนาคต “ตอนนี้ เราพยายามที่จะปั้น แบรนด์ผลิตภัณฑ์ของเรา โดยเฉพาะ สกินแคร์ ให้กลายเป็นที่รู้จัก มากขึ้น รวมไปถึง การดีล กับห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ๆ ในประเทศ เพิ่มขึ้นด้วย”
พร้อมบุกตลาดยุโรป
คุณยุทธพงษ์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งแผน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ก็คือ การดีลตลาดในยุโรป “เป็นอีกหนึ่งโปรเจค ที่เราคาดว่า จะสามารถทำได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยผลิตภัณฑ์ ที่จะเป็นตัวบุกตลาด จะอยู่ในกลุ่มสินค้า ที่เป็น Kitchen Use อย่าง น้ำผึ้งแต่งกลิ่นซอสพริก เพื่อนำไปรับประทานคู่กับ ทาร์โก้”
อย่างไรก็ดี นี่เป็นอีกหนึ่งธุรกิจของคนไทย ที่น่าจับตามอง ซึ่งไม่เพียงเป็นการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทย เท่านั้น ทว่ายังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของผู้ประกอบการคนไทย ที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ยังคงเดินหน้า ปรับตัว และพัฒนาสินค้า ให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมไปถึง การช่วยเหลือเกษตรในประเทศ ให้ลืมตา อ้าปากอีกด้วย
***********
