ผ่าศึกการคลัง! “วีระ” ชงหั่นงบ-ฟรีซเงินเดือน
ผ่าโครงสร้างงบฯ ประเทศ “วีระ ธีระภัทรานนท์” เสนอหั่นงบรายจ่าย คงวงเงินระดับเดิม หยุดขยายรายจ่ายประจำ พร้อมชงฟรีซเงินเดือนข้าราชการ 2-3 ปี ชี้ประเทศติดกับดักสองชั้น ทั้งงบประมาณและหนี้สาธารณะ จี้รัฐเปิดทางดึงเงินนอกงบประมาณก้อนใหญ่กลับมาใช้เติมสภาพคล่อง ขณะที่รัฐวิสาหกิจมีทรัพย์สินมหาศาลต้องบริหารตัวเอง ไม่ใช่แบมือขอเงินภาษีประชาชน
สมรภูมิพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กลายเป็นเวทีเปิดแผลโครงสร้างการคลังไทยอย่างดุเดือด เมื่อ “วีระ ธีระภัทรานนท์” กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ในสัดส่วนคณะรัฐมนตรี ลุกขึ้นเสนอแนวทางที่กระแทกทั้งฝ่ายการเมืองและระบบราชการ ด้วยการเสนอให้ปรับลดวงเงินงบประมาณลง เพื่อคงวงเงินให้อยู่ในระดับเดียวกับปีก่อน พร้อมชี้ว่าประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าด้วยการเพิ่มรายจ่ายและกู้เงินชดเชยขาดดุลอย่างต่อเนื่องได้อีกต่อไป
ข้อเสนอของวีระไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตัดงบประมาณ แต่พุ่งตรงไปยัง “โครงสร้างรายจ่ายประจำ” ที่กินสัดส่วนสูง ขณะที่งบลงทุนมีพื้นที่จำกัด และส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาเงินกู้ชดเชยการขาดดุล จนทำให้ประเทศกำลังเผชิญสิ่งที่เขาเรียกว่า “กับดักสองชั้น” คือกับดักงบประมาณและกับดักหนี้สาธารณะ
ประเด็นนี้ถูกย้ำว่า หากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ และไม่สามารถปรับทิศทางการคลังได้ ในระยะข้างหน้าประเทศมีความเสี่ยงเผชิญวิกฤตการเงินการคลังและวิกฤตเศรษฐกิจจากปัจจัยภายใน
ชง “ทำงบทรงตัว” หยุดวงจรเพิ่มรายจ่าย
แกนกลางของข้อเสนอคือการปรับลดวงเงินงบประมาณลง เพื่อทำให้การจัดทำงบประมาณกลับมาอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ และไม่เพิ่มภาระรายจ่ายประจำจากปีที่ผ่านมา
วีระมองว่าการจัดทำงบประมาณในภาวะปัจจุบันกำลังกลายเป็น “สภาพจำยอมแบบมัดมือชก” เพราะฐานะทางการคลังถูกกดดันจากการจัดเก็บรายได้ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้จ่าย ขณะที่รัฐบาลยังต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่อง
เมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ช่องว่างจึงต้องถูกเติมด้วยการกู้เงิน และเมื่อการกู้กลายเป็นกลไกปกติของการบริหารงบประมาณ หนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามมา
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ข้อเสนอ “ไม่เพิ่มวงเงิน” ถูกวางเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้าง เพราะหากยังเดินหน้าขยายงบประมาณทุกปี โดยไม่แตะต้องต้นเหตุของรายจ่าย ประเทศก็จะเดินอยู่ในวงจรเดิม คือรายจ่ายเพิ่ม รายได้ไม่พอ และต้องกู้เพิ่ม
ยาขม “ฟรีซเงินเดือนข้าราชการ”
ข้อเสนอที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดคือ การปรับลดงบรายการเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ พร้อมเสนอให้รัฐบาล “ฟรีซ” เงินเดือนและการขึ้นเงินเดือนข้าราชการเป็นระยะ 2-3 ปี
วีระให้เหตุผลว่า ในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาการคลัง ทุกภาคส่วนควร “ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน” โดยยกหลักธรรมเรื่อง “สมานัตตตา” มาอธิบายถึงการวางตัวให้เสมอภาคและร่วมรับภาระในยามวิกฤต
เขาย้อนว่า นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินจนถึงวิกฤตต้มยำกุ้ง บุคลากรในหน่วยงานราชการไม่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกับภาคธุรกิจ ดังนั้น เมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะที่พื้นที่ทางการคลังมีจำกัด รัฐราชการก็ควรมีส่วนร่วมในการเสียสละ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้กับประชาชนและภารกิจที่จำเป็นมากกว่า
วีระเปรียบสถานการณ์รัฐบาลกับบริษัทที่กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หากบริษัทกำลังจะล้มละลายหรืออยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ ย่อมไม่สามารถขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างได้ตามปกติ เช่นเดียวกับภาครัฐที่จำเป็นต้องปรับตัวเมื่อฐานะการคลังเข้าสู่ภาวะตึงตัว
ข้อเสนอนี้เจ้าตัวยอมรับว่าอาจสร้างความไม่พอใจแก่ข้าราชการ แต่ยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพูดกันตรงๆ หากต้องการเปิดพื้นที่ทางการคลังให้ประเทศเดินหน้าต่อได้
เปิด “เขื่อนเงินนอกงบฯ” ดึงเงินก้อนใหญ่เติมเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการจัดการกับ “เงินนอกงบประมาณ” ที่สะสมอยู่ตามหน่วยงานรัฐ โดยวีระเปรียบเงินจำนวนมหาศาลนี้เป็นเสมือน “อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลังเขื่อน” ขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังขาดสภาพคล่อง
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการหาเงินใหม่ แต่ต้องกลับไปดูว่าเงินที่มีอยู่แล้วในระบบราชการสามารถนำออกมาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุมระบุว่า เงินนอกงบประมาณที่สะสมอยู่ในหน่วยงานรัฐมีจำนวนสูงมาก แต่หน่วยงานเจ้าของเงินกลับนำมาสมทบงบประมาณประจำปีในสัดส่วนจำกัด
วีระจึงเสนอให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกันออกกลไกกำกับดูแล เพื่อจัดระเบียบเงินนอกงบประมาณ และนำทรัพยากรเหล่านี้กลับมาใช้ให้สอดคล้องกับภาวะเร่งด่วนของประเทศ
หน่วยงานที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีเงินนอกงบประมาณสะสมอยู่จำนวนมากตามข้อมูลที่นำเสนอในการอภิปราย
ภาพที่วีระต้องการสื่อจึงชัดเจนว่า ก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าเพิ่มภาษีหรือกู้เงินเพิ่ม ควรสำรวจ “น้ำในเขื่อน” ที่มีอยู่แล้ว และหาวิธีเปิดทางให้น้ำดังกล่าวไหลกลับเข้ามาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ
จี้รัฐวิสาหกิจมีทรัพย์สิน อย่าแบมือขอเงิน
นอกจากการชำแหละงบประมาณระดับมหภาคแล้ว วีระยังเปิดเกมตรวจสอบงบประมาณของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ที่เข้าชี้แจงการขอรับจัดสรรงบประมาณ
วีระตั้งคำถามถึงเอกสารและรายละเอียดฐานะทางการเงิน พร้อมหยิบข้อมูลรายงานประจำปีมาพิจารณาว่า NT มีสินทรัพย์จำนวนมหาศาล แต่เหตุใดจึงยังต้องขอรับงบประมาณจากเงินภาษีประชาชน
แนวทางที่เสนอคือการนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการพิจารณาขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึงการรื้อถอนสายทองแดงและอุปกรณ์โทรคมนาคมเก่าที่หมดความจำเป็น เพื่อนำสินทรัพย์เหล่านี้กลับมาแปลงเป็นรายได้
พร้อมกันนั้นยังเรียกร้องให้หยุดการลงทุนที่มีลักษณะเป็น “อนุสาวรีย์” ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ และหันไปเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง
แรงกดดันจากการตรวจสอบดังกล่าวส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณของ NT ถูกปรับลดลงตามข้อมูลที่ระบุในรายงานพิเศษ
ปม “เอกนิติ” เชิญนั่ง กมธ. ยันไร้ดีลการเมือง
ท่ามกลางข้อเสนอที่กระแทกโครงสร้างราชการ อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือที่มาของการเข้ามารับตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณในสัดส่วนคณะรัฐมนตรีของวีระ
เจ้าตัวออกมาชี้แจงว่า การเข้ามาทำหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย และไม่ได้เกิดจากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เชิญ หากแต่เป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรองนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาพูดคุยและเอ่ยปากเชิญด้วยตนเองตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม
วีระระบุว่า เดิมเคยพูดว่าจะไม่รับตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณในสัดส่วนรัฐบาล แต่เมื่อได้รับการประสานจากผู้ใหญ่ในระดับรัฐมนตรี จึงตัดสินใจเข้ามาช่วยทำงาน ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ามีความเกรงใจต่อพรรคประชาชน ซึ่งเคยเสนอชื่อให้เป็นกรรมาธิการงบประมาณมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการทำงานในชั้นกรรมาธิการมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง
“สัญญาวิปลาส” บทเรียนสื่อสารผิดพลาด
อีกด้านหนึ่งของวีระคือการออกมาชี้แจงกรณีความผิดพลาดด้านการสื่อสารเรื่องวันเวลา โดยเจ้าตัวใช้หลักธรรม “สัญญาวิปลาส” หรือความทรงจำที่คลาดเคลื่อนมาอธิบาย พร้อมยอมรับว่าเป็นบทเรียนสำคัญ
เขามองว่าสังคมข่าวสารปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว ขณะที่อารมณ์อย่างโทสะ โลภะ และโมหะ สามารถทำให้ข่าวสารยิ่งรุนแรงขึ้น แม้จะพยายามยึดหลักการสื่อสารและเหตุผล แต่หากประมาทกับข้อเท็จจริงก็สามารถเกิดความผิดพลาดได้
เจ้าตัวยืนยันจุดยืนว่า หากทำผิดก็พร้อมยอมรับและขอโทษ และหากต้องแก้ไขก็พร้อมดำเนินการโดยไม่ยึดติดกับทิฐิ
พร้อมฝากหลักเตือนใจว่า “อย่าโอหัง อย่าประมาท” โดยมองว่าความทุกข์เป็นเรื่องที่ต้องเห็นและเรียนรู้ ขณะที่ความสุขเป็นสิ่งที่ควรได้ใช้และสัมผัสอย่างรู้คุณค่า
นายกฯ รับลูก “คนกล้าพูด” ช่วยรักษาผลประโยชน์ชาติ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้มุมมองต่อการแต่งตั้งวีระเข้ามาเป็นกรรมาธิการงบประมาณว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะสภาได้บุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์เข้ามาช่วยตรวจสอบ
ที่สำคัญคือเป็นคน “กล้าพูด กล้าวิพากษ์วิจารณ์” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับประเทศและประชาชน
แม้ช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ นายกรัฐมนตรีจะติดภารกิจเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส และไม่ได้ติดตามการประชุมอย่างใกล้ชิดเนื่องจากความแตกต่างของเวลา แต่ยังเชื่อมั่นว่ากระบวนการของสภาจะดำเนินไปอย่างโปร่งใสและมุ่งประโยชน์สูงสุดของประเทศ
ทางสองแพร่งการคลังไทย
เมื่อถอดแก่นจากข้อเสนอทั้งหมด สิ่งที่วีระกำลังตั้งคำถามไม่ใช่เพียง “จะตัดงบตรงไหน” แต่คือประเทศไทยจะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไรในวันที่รายได้ภาครัฐไม่สามารถเติบโตได้ทันรายจ่าย
การเสนอทำงบประมาณแบบไม่เพิ่มวงเงิน การฟรีซเงินเดือนข้าราชการ การเปิดทางดึงเงินนอกงบประมาณมาใช้ และการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจบริหารทรัพย์สินของตัวเอง ล้วนสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือการหยุดขยายภาระทางการคลัง และพยายามนำทรัพยากรที่มีอยู่กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แน่นอนว่าแต่ละข้อเสนอมีต้นทุนทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะการแช่แข็งเงินเดือนข้าราชการ เพราะกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและแรงจูงใจของบุคลากรภาครัฐ ขณะที่การดึงเงินนอกงบประมาณกลับมาใช้ก็จำเป็นต้องมีกลไกที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบภารกิจเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน
แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การยอมรับความจริงว่า พื้นที่ทางการคลังไม่ได้ไม่มีที่สิ้นสุด หากรายได้ไม่เพิ่ม ขณะที่รายจ่ายประจำยังขยายตัว และการลงทุนต้องพึ่งพาเงินกู้ การรักษาวินัยทางการคลังจะกลายเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามใหญ่จึงไม่ใช่ว่า “จะกู้ได้อีกเท่าไร” แต่คือ “จะหยุดวงจรการกู้และรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร”
ยาขมหม้อใหญ่ที่ต้องตัดสินใจ
ข้อเสนอของวีระอาจถูกมองว่าแรง เพราะแตะทั้งเงินเดือนข้าราชการ เงินนอกงบประมาณ งบรัฐวิสาหกิจ และโครงสร้างรายจ่ายที่หลายฝ่ายคุ้นชินมานาน
แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการนำประเด็นที่มักถูกพูดถึงในวงจำกัดออกมาเปิดบนเวทีรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมา ประเทศไทยกำลังอยู่บนทางสองแพร่ง หากยังเลือกเพิ่มรายจ่ายโดยไม่มีรายได้รองรับ ภาระก็จะถูกส่งต่อไปยังหนี้สาธารณะ ขณะที่ดอกเบี้ยจะกลายเป็นต้นทุนที่กินพื้นที่งบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ
ในทางกลับกัน หากเลือกปรับโครงสร้าง ก็ต้องยอมรับว่ามาตรการบางอย่างย่อมสร้างแรงเสียดทานและกระทบคนบางกลุ่ม โจทย์ของรัฐบาลจึงอยู่ที่การหาสมดุลระหว่าง “การรัดเข็มขัด” กับ “การประคองเศรษฐกิจ” ให้เดินไปพร้อมกัน
ข้อเสนอของวีระจึงเปรียบเสมือน “ยาขมหม้อใหญ่” ที่แทงตรงเข้าไปยังปัญหาซึ่งระบบราชการและการเมืองอาจไม่อยากแตะต้อง เพราะสุดท้ายแล้ว วิกฤตการคลังไม่ได้เกิดขึ้นจากงบก้อนใดก้อนหนึ่ง หากเกิดจากการสะสมของรายจ่าย การขาดดุล การกู้เงิน และการบริหารทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ
หากประเทศไทยยังไม่กล้าปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ปล่อยให้กับดักงบประมาณเดินคู่กับกับดักหนี้สาธารณะต่อไป คำเตือนเรื่องวิกฤตการเงินการคลังในอนาคตอาจไม่ได้เป็นเพียงคำเตือนบนเวทีอภิปราย แต่จะกลายเป็นต้นทุนที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันแบกรับ
ศึกงบประมาณครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การตัดหรือเพิ่มตัวเลขในเอกสาร หากแต่เป็นบททดสอบว่า รัฐบาลและระบบราชการจะกล้าตัดสินใจ “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” กับประชาชน และกล้าเปิดประตูเขื่อนทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังของประเทศได้มากเพียงใด
