ผู้ปกครองรวมตัวถือป้ายขับไล่ซิสเตอร์มูลนิธิฯดัง หลังไม่พอใจเรื่องเมนูอาหารที่จัดให้เด็กรับประทาน หวั่นไม่มีสารอาหารทางโภชนาการที่เพียงพอ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 มี.ค.2568 ที่หน้าโรงเรียนสอนคนตาบอด พระมหาไถ่พัทยา น.ส.นิสา ชัยนาพาณิชย์กุล อายุ 47 ปี พร้อมด้วยบรรดาญาติๆ ออกมาถือป้าย ขับไล่ซิสเตอร์ ผู้ดูแลของมูลนิธิชื่อดังแห่งหนึ่งเมืองพัทยา หลังบุตรหลานที่มีอาการบกพร่องทางการมองเห็น ซึ่งอยู่ในการดูแลของมูลนิธิ กลับมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเมนูอาหารที่ทางมูลนิธิจัดให้ ซึ่งทางผู้ปกครองเห็นว่าไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ และไม่เหมาะที่จะให้เด็กรับประทาน อีกทั้งการเบิกของใช้กิจวัตรประจำวันก็ค่อนข้างยุ่งยากลำบาก
โดย น.ส.นิสา เล่าว่า ตนเองได้ร้บฟังข้อมูลมาจากบุคลากรที่ออกไปแล้ว และครูอีกหลายท่านที่ต้องทนพฤติกรรมของซิสเตอร์ และรับไม่ได้กับเมนูอาหาร เช่น เมนูยำปลากรอบ ต้มจืดมักกะโรนี กับข้าว นอกจากนี้ยังเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของเด็ก ซึ่งด้านหลังห้องเรียน ยังมีรังต่อ รังแตน แต่ก็ไม่ยอมกำจัด จึงเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อนักเรียนได้
ด้านนางวันเพ็ญ สีดา อายุ 59 ปี และน้องเพลง อายุ 18 ปี ให้ข้อมูลว่า น้องได้เข้าเรียนที่นีมา 14 ปี ได้ตั้งฉายาให้กับซิสเตอร์ ว่าปีศาจ เพราะตั่งแต่ซิสเตอร์เข้ามาบริหารมูลนิธิแห่งนี้ ทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลงไปหมด ทั้งในเรื่องอาหารที่รสชาติไม่อร่อย และข้าวเหมือนหุงไม่สุก และน้องเพลงเคยบอกกับยายว่า เคยได้กินข้าวบูด แต่ยายยังบอกว่าอย่าพูดแบบนี้ เพราะเราไม่มีสิทธิ์เลือก เขาให้กินอะไรก็ต้องกิน ซึ่งเมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้ จนกระทั่งมาทราบว่ามีคุณครูท่านหนึ่งเถียงกับซิสเตอร์ จนถูกไล่ออก รวมไปถึงปัญหา ข้าวของเครื่องใช้ที่เบิกยาก ทั้งที่เป็นของที่รับบริจากมา ทั้งของที่หมดอายุนำมาให้เด็กกิน และที่รับไม่ได้คือเมนู ต้มจืด มักกะโรนี
ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น.วันเดียวกัน ซิสเตอร์ดาริกา อนุตตรานนท์ พร้อมด้วย นายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขานุการของมูลนิธิ รวมไปถึงกลุ่มผู้ปกครอง ได้เข้ารวมพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ภายในห้องประชุมของมูลนิธิ โดยมีผู้สื่อข่าวทุกแขนงร่วมรับฟัง ขณะที่ซิสเตอร์ดาริกา ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ในเรื่องของอาหาร ทางมูลนิธิใช้วัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน และในเมนูที่เกิดประเด็นนั้น ก็ใช้วัตถุดิบที่ได้จากผู้ใจบุญที่นำมามอบให้ ส่วนขนมที่หมดอายุนั้น ต้องยอมรับว่าบางครั้งสิ่งของที่รับมานั้น บางชิ้นก็หมดอายุ ไปก่อนแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้นำมาให้เด็กอย่างแน่นอน เพราะทางมูลนิธิมีฟาร์มหมูไว้รองรับ
ส่วนเรื่องของที่ได้รับบริจาคมานั้น ทางมูลนิธิมีความโปร่งใสเป็นอย่างมาก เมื่อรับแล้วจะมีเจ้าหน้าที่บันทึกจำนวนลงคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงตอนเบิกด้วย โดยทางมูลนิธิจะมีของ เตรียมไว้ในสต๊อกเพื่อรองรับ เด็กได้ถึงสี่เดือน ส่วนนอกเหนือจากนั้นจะแบ่งปันไปให้ จุดอื่นภายใต้การดูแลของมูลนิธิ ทั้งนี้ในเรื่องของอาหารทางมูลนิธิก็ยังมีการตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างไว้ หากเกิดปัญหาเด็กกินแล้วมีอาการท้องร่วงก็จะนำส่งอาหารตัวอย่างไปตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถหาข้อยุติในปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ปกครองยังคงยืนยันเดินหน้าถอดถอน ซิสเตอร์ผู้ดูแลออกจากตำแหน่ง โดยได้ยื่นหนังสือ ร้องเรียนพร้อมหลักฐาน เป็นรูปภาพอาหาร ที่ทางมูลนิธิจัดให้เด็กรับประทานในแต่ละมื้อ โดยนายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขานุการของมูลนิธิ เป็นตัวแทนรับเอกสารร้องเรียนไว้พิจารณา นอกจากนี้กลุ่มผู้ปกครองจะนำเอกสารไปยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดซิสเตอร์ผู้ดูแลออกจากตำแหน่งต่อไป.

