ปวดหลังช่วงเอว เกิดจากอะไร สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง
อาการปวดหลังช่วงเอว เป็นปัญหาใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม บางครั้งก็คิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าจากการทำงานหนัก หรือการนั่งนาน ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการปวดหลังช่วงเอวอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคร้ายแรงที่คุณคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้
ปวดหลังช่วงเอวคืออะไร
ปวดหลังช่วงเอว หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่าอาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) คือความรู้สึกปวดหรือไม่สบายบริเวณหลังส่วนล่างที่อยู่เหนือสะโพก อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน โดยความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุ
ปวดหลังช่วงเอวมีอาการอย่างไร
อาการปวดหลังช่วงเอวสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปวดตื้อ ๆ ปวดแสบ ๆ ปวดหน่วง ๆ หรือแม้กระทั่งปวดแปล๊บ ๆ คล้ายไฟฟ้าช็อต และอาการปวดนั้นอาจร้าวลงไปที่บริเวณสะโพก ต้นขา ปลายขาหรือจนกระทั่งถึงปลายเท้าได้ นอกจากนี้บางคนอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้บ่งบอกถึงความผิดปกติที่ต้องรีบไปพบแพทย์
สาเหตุที่ทำให้ปวดหลังช่วงเอว
อาการปวดหลังช่วงเอวเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและจากโรคทางกายภาพที่ซับซ้อน ได้แก่
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต : การนั่งทำงานนาน ๆ ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม การยกของหนักผิดวิธี การขาดการออกกำลังกาย หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังช่วงเอว
- การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ : การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา การใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป หรือการได้รับอุบัติเหตุอาจทำให้กล้ามเนื้อเกิดการอักเสบ หรือกล้ามเนื้อตึงตัวจนเกิดอาการปวด
- ภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อน : เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกอาจเสื่อมสภาพลง หรือเกิดการเคลื่อนตัวจนไปกดทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวดร้าวลงขาและมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย
- โรคข้อกระดูกสันหลังเสื่อม : เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมของข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง และอาจมีอาการปวดหลังร้าวลงขาได้ในบางคน
- กระดูกสันหลังคดหรือผิดรูป : โครงสร้างกระดูกสันหลังที่ผิดปกติทำให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ไม่สมดุล ทำให้มีอาการปวดหลังและอาจทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา
วิธีรักษาอาการปวดหลังช่วงเอว
การรักษาอาการปวดหลังช่วงเอวต้องพิจารณาจากสาเหตุและความรุนแรงของแต่ละบุคคล เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถแบ่งวิธีการรักษาได้ดังนี้
วิธีรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นการรักษาที่สำคัญและได้ผลในระยะยาว เพราะเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหาโดยตรง ได้แก่
- ปรับท่านั่งและท่ายืนให้เหมาะสม : ควรนั่งหลังตรงโดยให้แผ่นหลังชิดพนักพิง และหลีกเลี่ยงการนั่งหลังงอ หากต้องยืนนาน ๆ ควรหาที่พักเท้าวางเท้าสลับข้างไปมา เพื่อช่วยลดแรงกดที่หลัง
- ประคบร้อน-เย็น : ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกที่ปวดให้ประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบ หลังจากนั้นให้ประคบร้อนเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
- ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง : การออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น การยืดกล้ามเนื้อ โยคะ ว่ายน้ำ หรือเข้าฟิตเนส จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรงและลดโอกาสในการเกิดอาการปวดหลังช่วงเอวในอนาคต
วิธีรักษาทางการแพทย์แบบประคับประคอง
เมื่ออาการปวดหลังช่วงเอวไม่ทุเลาลงด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น
-
- การทำกายภาพบำบัด : นักกายภาพบำบัดจะใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดอาการปวด เช่น เครื่องอัลตราซาวด์ หรือเครื่องให้ความร้อนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีการฝึกบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อช่วยให้หลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- การรักษาด้วยยา : แพทย์จะพิจารณาใช้ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบเพื่อบรรเทาอาการ หากอาการรุนแรงขึ้นอาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ
- การักษาด้วยเซลล์บำบัด : สำหรับผู้ป่วยที่การรักษามาตรฐานแบบเดิมๆใช้ไม่ได้ผล อาจพิจารณาการรักษาด้วยเซลล์บำบัด ซึ่งสามารถช่วยลดการอักเสบและซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้
วิธีรักษาทางการแพทย์ด้วยการผ่าตัดกด
การผ่าตัดเป็นการรักษาทางเลือกสุดท้ายเมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล หรือเมื่ออาการรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีอาการปวดหลังร้าวลงขา มีอาการชาหรืออ่อนแรง หรือมีปัญหาในการควบคุมการขับถ่าย ซึ่งการผ่าตัดจะช่วยแก้ไขสาเหตุของอาการปวด เช่น การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างกระดูกสันหลังที่ผิดรูป
อาการปวดหลังช่วงเอวแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์
แม้ว่าอาการปวดหลังช่วงเอวจะพบได้บ่อย แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้
- ปวดรุนแรงจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
- มีอาการปวดหลังร่วมกับอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาหรือเท้า
- มีปัญหาในการควบคุมการขับถ่าย
- มีอาการไข้ร่วมด้วย หรือน้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
- อาการปวดหลังเรื้อรังติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์
หากคุณมีอาการเหล่านี้ หรือกำลังมีอาการปวดหลังที่เริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อจะช่วยให้คุณได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
สรุปบทความ
อาการปวดหลังช่วงเอวไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ควรละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของคุณ การดูแลตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่หากอาการไม่ดีขึ้น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หากคุณกำลังมองหาคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อ KLOSS Wellness Clinic พร้อมดูแลทุกปัญหาเกี่ยวกับอาการปวดต่าง ๆ และให้คำปรึกษาด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ พร้อมวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลที่เหมาะสมกับคุณที่สุด
