ประเทศจะพังเพราะ“กังฉิน”
ความใกล้ชิดทางด้านวัฒนธรรมไทย-จีน มีผลต่อภาษาไทยหลายๆคำที่ใช้รากภาษาจากจีนมาอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นคำว่า“ตงฉิน”กับ“กังฉิน”
“ตงฉิน” (忠臣) หมายถึงขุนนางผู้จงรักภักดีหรือคนดีของแผ่นดิน เป็นผู้ที่ยึดมั่นในความถูกต้อง ซื่อสัตย์ต่อบ้านเมืองและประชาชน กล้าพูดความจริง แม้จะขัดใจผู้มีอำนาจก็ไม่หวั่น ในยุคนี้คำว่าตงฉินจึงหมายรวมถึงนักการเมือง ข้าราชการ หรือบุคคลใดก็ตามที่ทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว
“กังฉิน” (奸臣) หมายถึงขุนนางชั่วหรือคนโกงบ้านกินเมือง เป็นผู้ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบ เห็นแก่ตัว เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงและที่ร้ายแรงกว่านั้นอาจถึงขั้นทำตัวเป็นไส้ศึกขายชาติขายแผ่นดินให้กับศัตรูภายนอก
สองคำนี้จึงเป็นที่รู้จักและนำมาใช้อย่างเข้าใจในสังคมไทยทุกแวดวงซึ่งมีทั้งคนดีและคนชั่ว คนที่ยอมทุ่มเททำงานเพื่อส่วนรวมและคนที่ยอมขายวิญญาณเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหาก
ประเทศไทยที่ลุ่มๆดอนๆมีทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการสลับกันเป็นระยะ มีทั้งรัฐบาลเลือกตั้งและแต่งตั้ง มีนักการเมืองที่ยึดมั่นอุดมการณ์และ“นักกินเมือง”ที่จ้องเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งและโอกาส มีข้าราชการที่ทำงานบริการประชาชนและ “คนในเครื่องแบบ”ที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม พร้อมๆกับใช้อำนาจในมือเรียกรับสินบน
ประเทศไทยบนภูมิศาสตร์ที่เรียกว่าสุวรรณภูมิแทนที่จะเจริญรุ่งเรืองอย่างขีดสุด แต่กลับไม่ ก้าวหน้าอย่างแท้จริง ภาพตึกสูงระฟ้า ทางด่วนที่เชื่อมเมือง รถไฟฟ้าที่แล่นฉิว และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้เกิดภาพลวงตาว่าเป็นชาติที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อมองลึกลงไปกลับพบความจริงอีกด้านเมื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังถดถอย ความสุขเล็กๆที่เคยมรกลับกลายเป็นทุกข์เพราะหนี้สินครัวเรือนที่พอกพูน ในขณะที่คนรวยกลับรวยยิ่งขึ้น ช่องว่างในสังคมถูกถ่างกว้างขึ้นอย่างน่าตกใจ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยพัฒนาไหม แต่คือใครได้ประโยชน์จากการพัฒนา และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือใครกันแน่ที่ฉุดรั้งประเทศเอาไว้?
หากย้อนมองไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เคยลำบากไม่ต่างจากไทย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน จะพบว่าพวกเขาเคยเผชิญปัญหาแทบทุกอย่างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ และชนชั้นนำที่กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง
สาธารณรัฐประชาชนจีนในยุคสมัยหนึ่งเคยมีผู้คนอดตายหลายสิบล้านคน ภาพในอดีตของชาวจีนโพ้นทะเลที่ต้องหอบเสื่อผืนหมอนใบอัดแน่นกันในเรือสำเภาหนีความยากจนมาหางานทำในไทย แต่วันนี้จีนกลับกลายเป็นมหาอำนาจที่กำลังท้าทายสหรัฐอเมริกาในแทบทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ไปจนถึงอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศ
ขณะที่สิงคโปร์ประเทศเกิดใหม่ซึ่งไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ กลับสามารถสร้างรัฐที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เกาหลีใต้พลิกตัวเองจากประเทศที่ยากจนหลังสงคราม กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมระดับโลก ส่วนญี่ปุ่นจากผู้แพ้สงครามโลกถูกปรมาณูถล่มสามารถฟื้นตัวจนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้
การที่ประเทศเหล่านี้พัฒนาเติบโตต่อเนื่องไม่ใช่เพียงนโยบายที่ดี หรือมีผู้นำตงฉินที่เก่งกาจเท่านั้น แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือ “ความสามารถในการกำจัดกังฉิน” หรืออย่างน้อยที่สุด คือการควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศ
หันกลับมาที่“ไทย”ประเทศที่คุณครูชอบสอนนักเรียนให้ภูมิใจว่าไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติอื่น แต่ไม่เคยบอกว่าทุกวันนี้เป็น“อาณานิคมของเหล่ากังฉิน”ที่สืบทอดอำนาจกันมาอย่างต่อเนื่อง รัฐธรรมนูญถูกเขียนแล้วเขียนอีก ฉีกแล้วฉีกอีก การเลือกตั้งเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่วงจรอำนาจก็ยังคงหมุนวนอยู่ในกลุ่มเดิมๆ นักการเมืองหน้าเดิมกลับมาในชื่อพรรคใหม่ ข้าราชการชุดเดิมยังคงฝังรากลึก พร้อมกับวิธีคิดแบบเดิมที่เน้นเอาตัวรอด แสวงหาประโยชน์ มากกว่ารับใช้ประชาชน
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งควรจะเป็นความหวังของประชาชน กลับกลายเป็นรัฐบาลที่หลายคนมองว่าพึ่งไม่ได้ เพราะขาดทั้งวิสัยทัศน์และความสามารถ บางคนเข้ามาเพียงเพื่อ “ถอนทุน” จากการเลือกตั้งที่ใช้เงินมหาศาล ขณะที่นโยบายต่างๆที่ประกาศเป็นเพียงภาพลวงเพื่อการหาเสียง หรือถูกออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนหรือฐานเสียง มากกว่าการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ในขณะเดียวกันระบบราชการที่ควรจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศ กลับกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง และในหลายกรณีก็กลายเป็น“ผู้เล่น”เสียเอง ความจริงที่เจ็บปวดคือข้าราชการจำนวนไม่น้อยอุทิศตัวทำงานเพื่อนักการเมือง นักธุรกิจ และผู้มีอิทธิพล แลกรับกับผลประโยชน์ส่วนตนและความเติบโตในตำแหน่ง นอกจากนี้ยังอาศัยช่องว่างช่องโหว่ทางกฎหมายเรียกรับรายได้พิเศษ
กรณีการจับกุมปลัดอำเภอกับขบวนการสวมสิทธิ์บัตรประชาชนให้คนต่างด้าวที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือกรณีเจ้าหน้าที่รัฐในภาคเหนือสวมบัตรคนตายให้กลุ่มทุนจีนเทา ไม่ใช่เพียงข่าวอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นสัญญาณเตือนถึง “ขบวนการขายชาติ” ที่ไม่ได้มาในรูปของการขายดินแดน แต่เป็นการเปิดประตูให้คนต่างชาติสามารถเข้ามายึดครองทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเงียบๆ
คำว่า “ขายชาติ” อาจฟังดูรุนแรง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ กลับใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนต่างชาติ แลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว คำนี้ก็อาจไม่เกินจริงนัก เพราะในท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบก็คือประชาชนคนไทยที่ต้องแข่งขันกับแรงงานและทุนจากภายนอกในสนามที่ไม่เท่าเทียม
ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นพฤติกรรมของนักการเมืองระดับ “ผู้นำประเทศ”ที่แสดงออกถึงการ อ่อนข้อหรือเอาใจผู้นำประเทศข้างบ้าน จนกระทบต่อศักดิ์ศรีและความมั่นคงของประเทศ เป็นการสะท้อนถึงความน่าเป็นห่วงถึงการทูตที่ควรจะตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของชาติ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความนิยมส่วนตัว หรือแม้กระทั่งผลประโยชน์ทางธุรกิจ
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่าปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่ขาดทรัพยากรหรือขาดโอกาส แต่คือ “ขาดระบบที่สามารถคัดกรองและกำจัดกังฉิน” ออกจากโครงสร้างอำนาจ ประเทศที่ประสบความสำเร็จล้วนมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง และมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ยอมรับและไม่มีการให้อภัยต่อการทุจริต
ตรงกันข้ามในสังคมไทยที่วันนี้การทุจริตกลับกลายเป็นเรื่องที่ “พอรับได้” นักการเมืองที่เคยติดคุกในต่างประเทศเพราะคดียาเสพติดสามารถเป็นรัฐมนตรีได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.ได้ นักการเมืองที่เคยร่วมโต๊ะกินข้าวชนแก้วไวน์กับหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติที่ถูกนานาชาติหมายหัวยังสามารถลอยหน้าลอยตาในรัฐบาลได้ ข้าราชการที่มีประวัติด่างพร้อยสามารถเติบโตในหน้าที่การงานได้ ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็เลือกที่จะทำใจยอมรับแทนที่จะลุกขึ้นต่อต้าน
นี่คือวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ประเทศไทยเหมือนเดินอยู่บนลู่วิ่ง เหนื่อยแต่ไม่ไปไหน หรืออาจแย่กว่านั้น คือกำลังถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
**
