นพดา อธิกากัมพู จากพ่อค้ากระเทียมสด สู่ซูเปอร์ฟู้ดระดับอินเตอร์
ได้ยินชื่อเสียงของ “กระเทียมดำ” มานานพอสมควรแล้ว เพราะถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารอาหารและมีประโยชน์กับร่างกาย และรู้หรือไม่ว่า ผลิตภัณฑ์ “กระเทียมดำ” ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ วันนี้ เกิดจากไอเดียของคนไทย ที่เริ่มต้นจากการเป็นพ่อค้ากระเทียมสด นั่นเอง
เล็งเห็น และมุ่งสู่ระดับโลก
คุณนพดา อธิกากัมพู ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท นพดาซูเปอร์ฟู้ดส์ จำกัด เล่าให้กับ “บางกอกทูเดย์” ฟังว่า เขาอยู่ในครอบครัวที่ประกอบธุรกิจค้ากระเทียมสด ในพื้นที่จังหวัดลำพูน โดยเขาเป็นทายาทผู้สืบทอดธุรกิจรุ่นที่ 3 “เราเล็งเห็นสินค้าของเรา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีประโยชน์ แต่ยังไม่มีใครมายกระดับขึ้นมา ให้กลายเป็นแบรนด์ หรือมีโอกาสให้ไปในระดับโลกได้ นั่นก็เลยกลายเป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ ผมนำเอากระเทียมสด มาแปรรูปให้กลายเป็นกระเทียมดำ ซึ่งถือเป็น ซูเปอร์ฟู้ด ประเภทหนึ่ง ที่สามารถส่งออกไปขายในหลายๆ ประเทศ ทั่วโลกได้ ซึ่งวันนี้ อาจเรียกได้ว่า เราประสบความสำเร็จ บนคำว่า Cross-Border e-Commerce ในสหรัฐอเมริกา จากอะเมซอนดอทคอม”
“ในปีที่ผ่านมา เรามียอดขายผลิตภัณฑ์ กระเทียมดำ อยู่ราวๆ 115 ล้านบาท และเรายังได้วางเป้าการตลาดของเราไว้ด้วยว่า ภายใน 7 ปี เราต้องมียอดขายแตะที่ 1,000 ล้านบาทให้ได้” ประธานกรรมการผู้จัดการ ฯ กล่าว พร้อมกับเสริมด้วยว่า ตัวเลข 115 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่เกิดจากการขาย B2C หรือ Business-to-Customer เป็นส่วนใหญ่ “แต่สำหรับปี 2568 นี้ และต่อไปข้างหน้า เราพยายามขยายช่องทางการตลาดของเราไปสู่ B2B ให้มากกขึ้น ขณะเดียวกัน เราก็จะพยายาม หาความร่วมมือ กับแบรนด์ใหญ่ใหญ่ ให้มากขึ้น โดยเป็นการนำเอากระเทียมดำที่มีประโยชน์ ของเรา ใส่ลงไปในโปรดักด้านสุขภาพให้มากขึ้น”
ตั้งเป้ายอดขายปี 68
ประธานกรรมการผู้จัดการฯ บอกด้วยว่า ในส่วนของยอดขายสำหรับปีนี้ ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท “นอกจากนี้ เรายังมีแผนที่จะเข้าตลาดหุ้นอีกด้วย ซึ่งตอนนี้ เราพยายามขายผลิตภัณฑ์ กระเทียมดำ ของเราแบบ B2B ให้กับบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศไทย เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายของเราให้ได้ตามเป้า ที่เราตั้งไว้ ซึ่งเมื่อยอดขายของเราถึงตามเป้าอย่างที่เราตั้งไว้ เราก็จะมีการวางแผนอีกครั้ง ในการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต ซึ่งระยะเวลาที่เราคาดการณ์ไว้ ก็น่าจะอีกประมาณ 5-6 ปีข้างหน้า”
สำหรับยอดขายผลิตภัณฑ์กระเทียมดำ ภายใต้แบรนด์ B-Garlic (บีการ์ลิค) ในประเทศอยู่ที่ 70% และ อีก 30% จะเป็นตลาดส่งออก โดยในสัดส่วนดังกล่าว แบ่งเป็น Cross-Border-e-Commerce ประมาณ 20% และอีก 10% ที่เหลือ จะเป็นการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย “เราพยายามจะสร้างสมดุลของช่องทางการตลาดในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50-50 ภายในระยะเวลาอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ทำไมต้องนำเข้ากระเทียมจีน
เชื่อหรือไม่ ในแต่ละปี ทางบริษัท นพดาซูเปอร์ฟู้ดส์ ต้องรับซื้อกระเทียมสด จากเกษตร ไม่ต่ำกว่า 40,000 ตัน เพื่อมาผลิตเป็นกระเทียมดำ โดยการรับซื้อนั้น เป็นการรับซื้อกระเทียมสดปกติ แล้วนำมาคัดแยก เอาแต่เพียง “กระเทียมโทน” มาผลิตเป็นกระเทียมดำ เท่านั้น ส่วนกระเทียมปกติ ก็จะส่งขายเป็นกระเทียมสดอย่างที่เห็นในตลาดทั่วไป “ปัจจุบัน กระเทียมที่เรารับซื้อมานั้น ยังไม่เพียงพอ ในการผลิตเป็นกระเทียมดำ ป้อนตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ เราก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะ การรับซื้อจากคู่ค้าทางฝั่งจีน”
คุณนพดา อธิบายว่า “ส่วนหนึ่งเรารับซื้อจากเกษตรกรของบ้านเราอยู่แล้ว แต่เพื่อรองรับโจทย์ของโรงงานผลิตอาหาร ที่แตกต่างกันไป โดยบางแห่งต้องการวัตถุดิบในราคาที่ถูก เราจึงไม่สามารถส่งกระเทียมของเมืองไทยไปได้ทั้งหมด นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นร และเหตุผลที่ว่า ทำไมเราต้องรับซื้อกระเทียมจากจีนเข้ามา แล้วผ่านกระบวนการก่อนส่งให้โรงงานอุตสาหกรรมอาหารเหล่านั้น ขณะที่บางโรงงาน ยอมสู้ราคา และต้องการกลิ่น และรสชขาติของความเป็นกระเทียมไทย เราก็จะส่งกระเทียมไทยส่งไปให้ เป็นการตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้า” และนั่น ก็เป็นสิ่งที่ ทางคุณนพดา กล้าที่จะพูดว่า “เราคือ นัมเบอร์วันของคำว่า กระเทียม ในประเทศไทย” โดยคุณนพดา บอกด้วยว่า ปัจจุบัน กระเทียมที่ทางบริษัทใช้อยู่ ประกอบด้วย กระเทียมจากจีน กระเทียมพม่า และกระเทียมไทย เท่านั้น
ความท้าทาย
ในส่วนของปัญหา และความท้าทาย ของการทำกระเทียมดำ ทางคุณนพดา ยอมรับว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลผลิต ของกระเทียมโทน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการนำมาทำเป็น “กระเทียมดำ” ไม่มากนัก “ปลูกกระเทียม 1 ไร่ เราจะได้กระเทียมโทนอยู่ราว 20-30% ซึ่งจะได้ปริมาณกระเทียมโทน มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับ อุณหภูมิผิวดิน ซึ่งที่ผ่านมา เราก็พยายามยนำเอาเทคโนโลยี ที่เป็น Know-How จากจีน มาทดลองปลูก เพื่อให้ได้กระเทียมโทนในปริมาณมากๆ ด้วยเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ถึงได้ก็ยังเป็นหัวเล็ก ยังไม่ได้ไซส์ใหญ่เท่าไร”
“เรามีการทดลองการปลูกกระเทียมโทน มาแล้วหลายปี อย่างเก่ง บางปีเราได้แค่ 40-50% เท่านั้น จะให้ได้กระเทียมโทนแบบเต็มทั้งไร่ นี่ยังไม่ได้ เราพยายามทำอยู่ และเราก็มีการเข้าไปปรึกษากับทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อทำวิจัยอย่างต่อเนื่องด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลาอีกพอวสมควรทีเดียว”

การต่อยอดผลิตภัณฑ์
นอกจากการผลิต และ จำหน่ายกระเทียมดำ ภายใต้แบรนด์ B-Garlic แล้ว บริษัทนพดาซูเปอร์ฟู้ดส์ จำกัด ยังมีผลิตภัณฑ์จากภาคการเกษตร อื่นๆ อีกด้วยเช่นกัน “นพดา ซูเปอร์ฟู้ดส์ ถือเป็น อีโคซิสเต็มส์ ให้กับ เอสเอ็มอี ในประเทศไทย อยากรู่ไหม ทำไมผมถึงกล้าบอกว่าเป็น อีโคซิสเต็มส์ เพราะผมไปประสบความสำเร็จ ในการขายกระเทียมดำ ใน Cross-Border-e-Commerce พอคนในอเมริการู้จัก ผมก็เริ่มมองหาสินค้าอื่นที่เราไม่ได้ผลิต เช่น ขิงแช่อิ่ม ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเรา อยู่ที่จังหวัดเชียงราย เราก็เลยซื้อขิงแช่อิ่มของเขา มาจับแต่งตัว ใส่แพ็กเกจใหม่ ก่อนที่จะเอาออกขาย และก็ทำให้ กลายเป็น สินค้าขายดีในอเมริกา Best Seller อีกขิ้นหนึ่ง” และไม่เพียงแค่นั้น คุณนพดา ยังต่อยอดการขายสินค้าผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ออกไปอีก ด้วยการมองหา ดรายเฮิร์ป ประเภท ใบมะกรูด และพืชสมุนไพร อื่นๆ ในประเทศไทย แล้วนำไปขายที่อเมริกา ซึ่งก็ขายดีอีกเช่นกัน”
ก่อนจะปิดท้าย การพูดคุยคุณนพดา แอบกระซิบด้วยว่า ในอนาคตอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ทางการเกษตร นั่นคือ Black Garlic Charlotte ”แต่ตัวนี้ จะไม่สามารถแกะกินได้เหมือนกระเทียมดำ เพราะจะทำเป็นซอสสีดำ ที่ผลิตมาจาก หอมแดง อีกผลิผลิตทางการเกษตรของไทย ที่จะให้รสชาติหวานคล้ายๆ กระเทียมดำ ซึ่งตอนนี้ อยู่ในขั้นตอนของการทดลอง หากผ่านกระบวนการทุกอย่างแล้ว ก็อาจจะได้มีโอกาสได้เห็น และรับประทานกัน”
ถือเป็นอีกหนึ่ง เจ้าของธุรกิจ ที่แม้จะเป็นเพียงธุรกิจเอสเอ็มอี เล็กๆ แต่ก็เรียกว่ามีส่วนสำคัญ ในการช่วยเกษตรกรไทย ให้มีช่องทางการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร ได้อีกช่องทางหนึ่ง และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร อย่างยั่งยืนตลอดไป
************************************
